Thumbnail for เปิดเผยชีวิตในวันสุดท้ายของนักโทษประหารญี่ปุ่น พวกเขาใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความหวาดกลัว by สํานักสืบลับ

เปิดเผยชีวิตในวันสุดท้ายของนักโทษประหารญี่ปุ่น พวกเขาใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความหวาดกลัว

สํานักสืบลับ

21m 39s774 words~4 min read
Auto-Generated

[0:05]สวัสดีครับทุกคน ยินดีต้อนรับเข้าสู่ สำนักสืบลับ นักโทษประหารในญี่ปุ่น จะได้รับแจ้งภายในวันเดียวกันนั้นว่า ถึงเวลาของตนเองแล้ว โดยทั่วไปคือเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทราบในเวลา 9:00 น. จากนั้นพวกเขา ก็จะถูกนำตัวไปห้องประหาร แบบไม่มีแม้เวลาให้คุณได้เตรียมตัวเตรียมใจเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ 9:00 น. ในแต่ละวัน จึงเป็นช่วงเวลาที่นักโทษประหารทุกคนต่างหวาดกลัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าด้านนอก โดยเฉพาะของบรรดาผู้คุม พวกเขาก็มักจะรู้สึกว่า ตนเองกำลังจะถูกส่งเข้าสู่แดนประหาร ถ้าหากฟรีเท้านั้นมาหยุดที่หน้าห้องของคุณ ก็ถึงเวลาต้องเริ่มนับถอยหลังแล้ว เพราะกระบวนการแต่ละอย่างจะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที เนื่องจากทั้งหมดถือเป็นความลับสุดยอด ดังนั้นนักโทษจะถูกนำตัวไปประหาร โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า บางคนที่รับไม่ได้จึงก่อเรื่องขึ้น ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว จึงต้องให้ผู้คุม 3 คน มาแจ้งเรื่องให้ทราบ แน่นอนว่า พวกเขาจะให้พูดตรงๆ แต่จะอ้างมีคนมาเยี่ยม หรือต้องทำความสะอาดห้อง เพื่อเรียกให้นักโทษออกมา กรณีที่มีอารมณ์ขันหน่อย ก็อาจจะแอบบอกอีกฝ่ายว่า ถึงเวลาคืนห้องแล้ว จากนั้นพวกเขาก็จะเดินตรงไป ตามทางเดินยาวยืด ซึ่งมีจุดหมายปลายทางเดียว นั่นคือห้องประหาร การประหารของญี่ปุ่นมีเพียงวิธีเดียว นั่นคือการแขวนคอ เรามาดูแผนผังลานประหารกันครับ มีการแบ่งออกเป็นห้องย่อยต่างๆ อีก ประกอบด้วย ห้องเทศนา ห้องด้านหน้า ห้องสังเกตการณ์ และห้องประหารเป็นต้น อันดับแรก นักโทษจะถูกนำตัวมาที่ห้องเทศนา ซึ่งมีการวางแท่นบูชา และจุดธูปเอาไว้ ถ้าหากคุณนับถือคริสต์ ก็จะเปลี่ยนจากพระพุทธรูปเป็นไม้กางเขนแทน ก่อนจะทำพิธีกรรมสุดท้ายกับพระ หรือบาตรหลวง จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะประเคนซาลาเปา ผลไม้ และน้ำชาให้ แน่นอนว่า หลายคนกินไม่ลง ส่วนใหญ่จึงแค่ดื่มชาเล็กน้อยเท่านั้น ต่อมาก็จะตรงไปตามทางเดินด้านใน เพื่อมายังห้องด้านหน้า ที่อยู่ห่างไปประมาณ 10 เมตร ซึ่งเป็นห้องรอการประหารของนักโทษ มีพระพุทธรูปทองคำ ซึ่งหันหน้าไปทางประตู ภัสดีจะอ่านคำสั่งอย่างเป็นทางการ แล้วจึงส่งกระดาษและปากกาให้กับนักโทษ เพื่อให้เขาเขียนคำสั่งเสีย แน่นอนว่า ย่อมให้เวลาไม่มากเท่าไหร่ ต่อมา นักโทษก็จะถูกปิดตา ใส่กุญแจมือไพ่หลัง และนำตัวตรงไปยังห้องประหาร ซึ่งมีเพียงผ้าม่าสีน้ำเงินกั้นกลางอยู่เท่านั้น เมื่อดึงม่านออก ก็จะเห็นเชือกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 3 เซนติเมตร ยาว 11 เมตร แขวนอยู่ โดยจะกำหนดตามส่วนสูงและน้ำหนักของแต่ละคน ตรงพื้นจะมีประตูสี่เหลี่ยมกรอบสีแดงขนาด 110 เซนติเมตร ซึ่งปุ่มเปิดปิดของมันก็น่าสนใจมาก บนกำแพงซึ่งถูกกั้นไว้ เป็นพื้นที่กึ่งปิดนั้นจะติดตั้งปุ่มเปิดประตูที่พื้นไว้ 3 อัน หรือ 5 อัน 1 ปุ่ม จะมีผู้คุม 1 คน รับผิดชอบ

[3:13]เมื่อได้รับคำสั่งจึงดำเนินการกดพร้อมกัน เมื่อทั้ง 3 กดปุ่มแล้ว ประตูที่พื้นซึ่งนักโทษยืนอยู่ก็จะถูกเปิดออก แต่มีเพียงอันเดียวเท่านั้น ที่เป็นปุ่มเปิดปิดจริง วัตถุประสงค์ของการทำแบบนี้ก็เพื่อต้องการช่วยลดความทรมานทางจิตใจของบรรดาผู้คุม ที่ต้องรับหน้าที่ดังกล่าว แต่หลายคนกลับพูดตรงกันว่า ความจริงแล้วมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย แทนที่จะมีคนทรมานเพียงคนเดียว กลับกลายเป็นต้องมีคนทรมานพร้อมกันถึง 3 คนด้วยซ้ำ เมื่อนักโทษถูกนำตัวไปยังกรอบสีแดง เท้าทั้งสองและบริเวณใต้เข่าประมาณ 10 เซนติเมตร จะถูกมัดเอาไว้ด้วยเชือกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร สุดท้ายจึงนำเชือกมาแขวนไว้ ทุกขั้นตอนจะมีการแจ้งเตือนเบาๆ จากผู้คุม จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ คือเมื่อนำเชือกไปแขวนแล้ว หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ผู้รับผิดชอบจะโบกแขน เป็นสัญญาณให้ลงมือดำเนินการ หลังจากเสียงตะโกนอันดังคล้อง บริเวณพื้นดินนักโทษยืนอยู่ก็จะถูกเปิดออก ประมาณ 5 นาทีหลังจากนั้น เขา ก็จะหมดสติ ขณะเดียวกัน ในห้องสังเกตการณ์ก็จะมีพยานในการลงโทษครั้งนี้อยู่ ซึ่งประกอบด้วยภัสดี อัยการ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง พวกเขาจะเข้าไปในห้องสังเกตการณ์ ก่อนจะมี การประหาร ซึ่งมีกระจกที่มองเห็นด้านเดียวกันอยู่ระหว่าง 2 ห้อง เพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด บาตรหลวงและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ จะรออยู่ในห้องใต้ดิน ซึ่งลึกลงไปจากบ่วงเชือก 8.5 เมตร บาตรหลวงจะอธิษฐานตลอดเวลา ส่วนเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ มีหน้าที่ยืนยันว่านักโทษเสียชีวิตแล้วจริงๆ หมอผู้หนึ่งซึ่งเป็นพยานในการประหารมาแล้วหลายครั้งกล่าวว่า ช่วงที่นักโทษตกลงมานั้น พวกเขาจะสูญเสียการรับรู้ และเสียชีวิตทันที ไม่มีเวลาได้เจ็บปวดแต่ อย่างใด สาเหตุหลักเพราะแรงโน้มถ่วงของโลก จะทำให้กระดูกสันหลังหัก จนลมหายใจหยุดทันที แต่หัวใจจะยังเต้นต่อไปอีกประมาณ 15 นาที กว่าจะหยุด เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จะรออยู่ นั่น จากนั้น จึงใช้บันไดปีนขึ้นไปที่ระดับหน้าอกของนักโทษ และใช้หูฟังแพทย์ฟังเสียงหัวใจเต้น เมื่อประกาศว่านักโทษหัวใจหยุดเต้นแล้ว การดำเนินการนั้นก็จะเสร็จสิ้นลง 5 นาทีต่อมา ก็จะนำร่างไปใส่ไว้ในโลง เพื่อส่งไปยังห้องดับจิตของเรือนจำต่อไป วิธีประหารของญี่ปุ่นยังค่อนข้างโบราณ การดำเนินการทุกอย่างล้วนไม่มีการเปิดเผย ต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด งานที่พิเศษเช่นนี้ นอกจากภัสดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ แล้ว ก็จะคัดเลือกผู้คุมในเรือนจำมาอีก 10 กว่าคน ถ้าหากคุณได้รับคำสั่ง ก็จะต้องน้อมรับงานที่ยากลำบากนี้แต่โดยดี โดยเฉพาะผู้ที่กดปุ่มเปิดประตูตรงพื้นทั้ง 3 คนนั้น ไม่เพียงสามารถเลิกงานได้ทันทีหลังเสร็จภารกิจ แต่ยังได้เงินพิเศษจากเรือนจำอีก 20,000 เยน หรือประมาณ 5,100 บาทอีกด้วย ทว่าโดยทั่วไปแล้วพวกเขาจะ ไม่ใช้เงินก้อนนี้ แต่จะนำมาทำบุญประจำปีให้กับนักโทษแทน เจ้าหน้าที่ซึ่งมีส่วนร่วมในการประหารทุกคน ยังตัดสินใจโรยเกลือไว้ที่เสื้อผ้าของตนเองและที่พื้น เพราะเชื่อว่าเป็นพิธีปัดรังควาญอย่างหนึ่ง นักโทษประหารทั้งหมด ถูกกระจายไปอยู่ในเรือนจำทั่วประเทศ ที่มีการดำเนินการประหารทั้งหมด 7 แห่ง ประกอบด้วย โตเกียว โอซาก้า นาโกย่า เซนได ฟูกุโอกะ ฮิโรชิมา และซัปโปโร โดยอยู่ที่โตเกียวมากสุดถึง 49 คน ในห้องขังของนักโทษประหาร แม้จะเรียงรายเป็นแถวยาวเหยียด แต่แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถพูดคุยกันได้ เพราะเจ้าหน้าที่จงใจแยงพวกเขาด้วยการนำนักโทษที่ยังไม่ถูกตัดสินโทษมาแทรกกลาง แน่นอนว่า ในห้องขังขนาด 6 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยอ่างล้างหน้า ชักโครก เครื่องนอน และโต๊ะหนังสือ โดยอนุญาตให้มีสิ่งของติดตัวจำกัด เช่น อาหารที่ตนเองหาซื้อมา พวกเขาแค่รอวันเวลาเพื่อรับโทษของตนเอง ดังนั้นการดูแลสุขภาพกายใจของนักโทษกลุ่มนี้ จึงเป็นหน้าที่หลักของบรรดาผู้คุม อีกทั้งนักโทษประหารจะไม่ต้องออกไปทำงานใช้แรงงาน ดังนั้นพวกเขา จึงมีเวลาอิสระค่อนข้างมาก ผู้คุมจึงอนุญาตให้ออกไปทำกิจกรรมอื่นๆ แทน เช่น ออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยในฤดูร้อนสามารถทำได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนฤดูอื่น สามารถออกกำลังกายได้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที ในพื้นที่แคบๆ ซึ่งล้อมรอบด้วยรั้วคอนกรีตและลวดหนาม เมื่อมองออกมาจากข้างใน ก็จะเห็นท้องฟ้าที่มีลวดตาถี่ยิบปกปักอยู่ โดยพวกเขาสามารถวิ่งหรือกระโดดเชือกอยู่กับที่ก็ได้ ทุกสัปดาห์จะสามารถอาบน้ำได้ 2 ครั้ง แต่จะเพิ่มเป็น 3 ครั้งในฤดูร้อน โดยกำหนดว่าไม่เกิน 15 นาทีต่อครั้ง รวมถึงการโกนหนวดด้วย ประการที่สองคือ การหารายได้พิเศษ แม้จะไม่ต้องทำงานใช้แรงงาน แต่นักโทษประหารจะสามารถเหมางานเล็กๆ น้อยๆ มาทำได้ตามความสมัครใจ เช่น การทำถุงกระดาษช้อปปิ้งให้ห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะได้ค่าจ้างตามจำนวนชิ้น ทำให้มีรายได้ต่อเดือนหลายพันเยน ส่วนใหญ่ก็เพื่อเป็นการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ เบี่ยงเบนความสนใจของตนเองเท่านั้น ประการที่สามคือ การอ่านหนังสือ เขียนหนังสือและวาดภาพ อีกทั้งยังสามารถฟังวิทยุสถานีที่กำหนดได้ ประการที่สี่คือ สามารถพบครอบครัวหรือทนายความได้ ในเวลาและจำนวนครั้งที่กำหนด ทว่าก็มีบางอย่างที่จะไม่อนุญาตด้วยเด็ดขาด เช่น ห้ามพูดคุยกับผู้ต้องขังที่อยู่ห้องติดกัน ไม่สามารถเดินในห้องได้อย่างอิสระเสรี ต้องนั่งอยู่กับพื้นตลอดเวลาเท่านั้น มีตารางกิจวัตรประจำวันที่เข้มงวด รวมถึงอาหาร 3 มื้อ และการตรวจตา ทุกเช้าเย็น ตื่นตอน 7:00 น. เข้านอนตอน 21:00 น. ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ จะขึ้นอยู่กับเรือนจำแต่ละแห่ง แน่นอนว่า กล้องวงจรปิดในห้องขัง ก็จะบันทึกตลอดทั้งวัน แต่สิ่งที่ไม่แน่นอนคือ วันเวลาที่พวกเขาจะได้อยู่ในห้องนั้น ตอน 9:00 น. ของทุกวัน พวกเขาจะต้องอยู่ด้วยความระแวง เมื่อถึงช่วงบ่าย จึงค่อยสัมผัสได้ถึงบรรยากาศความโล่งใจอย่างแท้จริง ในญี่ปุ่น คนตัดสินลงโทษประหารคนสุดท้าย ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่ถูกตัดสินโทษจนถึงการประหาร โดยทั่วไปจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 7 ปี 6 เดือน ในนั้นไม่เพียงรวมถึงการพิจารณาคดี และการอุทธรณ์ต่างๆ แต่ยังมีจุดสำคัญที่สุดอีกอย่าง นั่นก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ปฏิเสธการลงนามในคำสั่งบังคับคดี ด้วยเหตุผลด้านความเชื่อและศาสนาที่ตนเองนับถือ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2005 นายซูกิอุระ เซเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่น ได้จงใจพูดในงานแถลงข่าวครั้งหนึ่งว่า ตนเองไม่มีทางลงนามในคำสั่งประหารเด็ดขาด แม้ 1 ชั่วโมงหลังจากนั้น แถลงการณ์ดังกล่าวจะถูกยกเลิกไป ทว่าเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ไม่เคยลงนามในคำสั่งประหารเลยสักฉบับ หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงนามและพิมพ์ตราประทับแล้ว คำสั่งก็จะถูกส่งไปให้เรือนจำ เพื่อดำเนินการภายในระยะเวลา 5 วัน ไม่รวมวันหยุดเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดพิเศษต่างๆ เช่นวันที่ 31 ธันวาคม ถึงวันที่ 2 มกราคม เป็นต้น โดยทั่วไปแล้ว คำสั่งดังกล่าวจะถูกแจ้งให้ทราบภายในช่วงเช้า และมักจะดำเนินการระยะเวลา 9:00 น. ถึง 11:00 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมคนหนึ่งกล่าวว่า ถ้าหากเราแจ้งให้นักโทษทราบก่อนล่วงหน้า สภาพจิตใจและอารมณ์ของพวกเขา อาจจะไม่ปกติ ภาระของผู้คุมในการป้องกันไม่ให้นักโทษคิดสั้นก็จะหนักหนาเกินไป ดังนั้นก่อนการดำเนินการ จึงไม่สามารถแจ้งให้ใครรู้ก่อนได้ รวมถึงตัวนักโทษเองด้วย หลังดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จึงค่อยแจ้งให้ครอบครัวทราบ ความจริงแล้ววิธีการนี้กลับทำให้ครอบครัวรู้สึกกดดันยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น นักโทษประหารชื่อ ชูจิคิมูระ ซึ่งถูกตัดสินให้รับโทษ ในวันที่ 21 มกราคม ปี 1995 เช้าวันเดียวกันนั้น เมื่อแม่และน้องสะใภ้ของเขามาเยี่ยม เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาบอกว่า ช่วงนี้กำลังยุ่งกับ การเคลียร์งานของปีก่อนอยู่ ค่อยมาใหม่ตอนเที่ยงนะ เมื่อพวกเธอรีบกลับมาอีกครั้งในตอนเที่ยง จึงได้รับแจ้งว่า คิมูระถูกประหารไปแล้ว จะให้ส่งร่างของเขา ไปยังสุสานที่จังหวัดบ้านเกิดเลยไหม แม้แม่ของคิมูระ จะเคยร้องขอกับทางเรือนจำ เพื่อขอความกรุณาแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนดำเนินการ แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้ทำตามคำขอแต่อย่างใด ข่าวกะทันหันเช่นนี้ ทำให้ครอบครัวของนักโทษประหารทั้งหมด ต่างหวาดกลัวว่าจะต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์เหมือนแม่ของคิมูระ จนถึงวันนี้ 21 ธันวาคม ปี 2021 ยังมีนักโทษที่รอรับการประหาร อยู่ในเรือนจำอีกทั้งหมด 107 คน คนที่อยู่นานสุดคือ คดีเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ปี 1966 นักโทษซึ่งตอนนั้นอายุ 20 ปี ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำฟูกูโอกะ นานถึง 55 ปีเต็ม แต่ยังไม่ถูกดำเนินการประหาร กิจวัตรในห้องของเขาคือ การทำถุงช้อปปิ้งวันละ 5 ชั่วโมง บางครั้งก็ยังทำข้อสอบชั้นมัธยม เพื่อป้องกันอาการสมองเสื่อมอีกด้วย การประหารชีวิตในญี่ปุ่นนั้นยืดเยื้อมาก นักโทษคนหนึ่ง ยังได้รับการบันทึกลง Guinness World Record ปี 2011 ว่า เป็นนักโทษประหารที่ถูกจองจำนานที่สุดในโลก ที่น่าขันยิ่งกว่าก็คือ สุดท้ายแล้วเขาก็ได้รับการพิจารณาใหม่ จนรอดจากโทษประหารและได้รับอิสระในที่สุด อิวาโอ ฮากามาดะ เกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ปี 1936 เขาเป็นหนึ่งในนักมวยอาชีพ เคยเข้าร่วมการแข่งขันถึง 29 ครั้ง อีกทั้งยังเคยเป็นแชมป์อันดับ 6 รุ่นเฟทเทอร์เวท น้ำหนัก 126 ปอนด์ของญี่ปุ่นอีกด้วย เขาเลือกที่จะแขวนนวม ในฤดูร้อนปี 1961 เพื่อมาใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป โดยทำงานในโรงงานผลิตมิโซะแห่งหนึ่งของเมืองชิมิสึ จังหวัดชิซูโอกะ ซึ่งมิโซะก็คือเต้าเจี้ยวที่ใช้ในซุปและอาหารอื่นๆ ในวันที่ 30 มิถุนายน ปี 1966 จู่ๆ ก็เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น ที่บ้านของเจ้าของโรงงาน เมื่ออิวาโอเห็นเข้า จึงรีบวิ่งไปช่วยดับเพลิง

[14:10]เมื่อเข้าไปในตัวบ้านจึงพบว่า เถ้าแก่และครอบครัวทั้ง 4 คน ล้วนหมดลมหายใจแล้ว จากการตรวจสอบของตำรวจ พบว่าทั้งครอบครัว ถูกทำร้ายด้วยอุปกรณ์มีคม และเงินสดสูญหายไปอีกถึง 200,000 เยน จึงถือเป็นคดีวางเพลิงปล้นทรัพย์ อิวาโอคิดไม่ถึงว่า การเข้าไปช่วยเหลือคนของเขา จะทำให้ตนเองตกเป็นผู้ต้องสงสัย ในวันที่ 18 สิงหาคม ปี 1966 อิวาโอก็ถูกสอบปากคำ เนื่องจากชุดนอนตัวหนึ่งของเขามีคราบสีแดงเล็กๆ อยู่ นับจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็สูญเสียอิสรภาพของตนเอง ที่ญี่ปุ่นตำรวจสามารถสอบปากคำผู้ต้องสงสัย ได้นานถึง 23 วัน อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีทนายความอยู่ด้วย ต่อมาเขาเล่าว่าตนเองถูกสอบสวนนาน 12 ชั่วโมง ต่อเนื่องถึง 23 วัน บางครั้งก็นานถึง 16 ชั่วโมงด้วยซ้ำ แถมยังถูกห้ามไม่ให้ดื่มน้ำ และเข้าห้องน้ำเลย อีกทั้งยังถูกตีด้วยไม้เบสบอลอีกต่างหาก เขาเขียนในจดหมายที่ส่งถึงน้องสาวว่า พี่ทำได้เพียงนั่งยองๆ อยู่กับพื้น พวกเขา สั่งให้พิมพ์ลายนิ้วหัวแม่โป้ง และลงชื่อรับสารภาพ ทั้งตะโกนใส่ ถีบ เตะ และบีบแขนพี่ แม้อิวาโอจะเป็นนักมวยอาชีพ ร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไป แต่สุดท้ายแล้วก็ยังต้องยอมจำนน ตำรวจจึงได้รับคำสารภาพ ตามที่ต้องการในที่สุด 14 เดือนหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ก็พบเสื้อผ้าซึ่งมีคราบสีแดงอีก 5 ชุดในโรงงานมิโซะ พวกเขาประกาศต่อสาธารณชนด้วยความมั่นใจว่า อิวาโอต้องสวมเสื้อผ้าทั้ง 5 ตัวนี้ เข้าไปทำร้ายทุกคนก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นชุดนอน เพื่อวางเพลิงอย่างแน่นอน การเชื่อมโยงเหตุการณ์แบบนี้ บอกได้ประโยคเดียวว่า กล้าคิดกล้าพูดไปได้ยังไง ต่อมาพบว่า เสื้อผ้าที่เป็นหลักฐานหลักนั้น เล็กเกินไปสำหรับอิวาโอ แต่อัยการก็ยังบอกว่ามันหดลงเพราะอยู่ในกะละมังใส่มิโซะ เนื่องจากที่เสื้อมีอักษรตัว B อยู่ มันอธิบายว่าเป็นไซส์ขนาดกลางที่อิวาโอสวมใส่ได้ แต่ไม่ว่าใครก็รู้ว่า B ในที่นี้แค่หมายถึงสีดำ ไม่ใช่ขนาดเสื้อสักหน่อย จุดบกพร่องตรงนี้ได้แสดงให้เห็นตั้งแต่การพิจารณาคดีครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี 1968

[16:32]ในชั้นศาล ผู้พิพากษาตำหนิวิธีการสอบสวนของตำรวจ พร้อมทั้งพบว่าคำสารภาพของอิวาโอมีปัญหา แต่สุดท้ายแล้วคณะกรรมการก็ยังตัดสินลงโทษประหารชีวิตเขา อิวาโอ ยืนกรานว่าตนเองไม่ผิด ทีมทนายความของเขา ใช้เวลา รวบรวมหลักฐานนานถึง 13 ปีเต็ม เพื่อยื่นขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ แต่อัยการก็ถูกศาลปฏิเสธคำร้องอยู่ดี จนกระทั่งในเดือนมีนาคม ปี 2007 ผู้พิพากษาเงียบมาตลอด 30 ปี ก็ตัดสินใจออกมาชีแจง เขา ก็คือนอริฮิโระ ยูโมโตะ 1 ใน 3 ผู้พิพากษาที่ตัดสินลงโทษประหารชีวิตอิวาโอ เมื่อตอนแรกเขาเล่าว่าเคยสงสัยถึงความจริงจากคำรับสารภาพ โดยตนเองเชื่อว่าอิวาโอเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมผู้พิพากษาอีก 2 คนที่เหลือได้ สุดท้ายจึงพ่ายแพ้ไปด้วยคะแนนเสียง 1:2 เขา รับความทุกข์ทรมานทั้งจิตใจไม่ไหว 6 เดือนหลังจากการพิจารณาคดีสิ้นสุดลง จึงได้ลาออกจากตำแหน่งผู้พิพากษาด้วยตนเอง ครั้งนี้เขาไม่สนใจเรื่องการรักษาความลับของคดีอีกแล้ว จึงได้ขอให้มีการตัดสินใหม่ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับจรรยาบรรณในอาชีพอย่างหนัก แต่เขายังคงยืนกรานว่า ผมดีใจที่ได้พูดออกมา ถ้าหากผมพูดเร็วกว่านี้ บางทีเหตุการณ์บางอย่าง อาจจะเปลี่ยนแปลงไป ด้วยเหตุนี้ เขายังคิดที่จะไปเยี่ยมอิวาโอที่เรือนจำ แต่กลับถูกเจ้าตัวปฏิเสธไม่ยอมพบหน้า ในวันที่ 25 มีนาคม ปี 2008 ศาลฎีกาจึงได้พิจารณาคดีของอิวาโอใหม่อีกครั้ง เดิมทีคิดว่ามันจะมีความพลิกล็อกบ้าง แต่กลับคาดไม่ถึงว่า คำวินิจฉัยที่ได้รับคือหลักฐานทั้งหมดไม่สามารถยืนยันได้ว่าอิวาโอเป็นผู้ไม่มีความผิด การพิจารณาคดีหลังจากผ่านมา 40 ปี ทว่าสุดท้ายแล้วก็ยังได้รับคำตัดสินที่ไม่ได้มีการคิดตรึกตรองอย่างรอบคอบอยู่ดี จึงมีคนบอกว่า นี่เป็นคำตัดสินที่น่าเศร้า ด้วยเหตุนี้คดีของอิวาโอ จึงเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น ในเดือนเมษายน ปี 2010 สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 57 คน ได้ร่วมกันลงนามสมาพันธ์เฉพาะกิจ เพื่อขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระงับการประหารอิวาโอเป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีการนำการสอบปากคำ และการพิจารณาคดีของอิวาโอ ไปถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ ในวันที่ 10 มีนาคม ปี 2011 ซึ่งเป็นวันเกิดครบ 75 ปีของอิวาโอ กินเนสบุ๊กก็ยืนยันแล้วว่าเขาเป็นนักโทษประหารที่ถูกจองจำนานที่สุดในโลก จากเทคโนโลยี DNA ที่เจริญก้าวหน้าในภายหลัง ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า คราบของเหลวสีแดงบนเสื้อผ้าทั้ง 5 ชุดไม่มีส่วนที่ตรงกับอิวาโอเลย เขาจึงพ้นมลทินในที่สุด และได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 27 มีนาคม ปี 2014 เนื่องจาก การถูกขังเดี่ยวเป็นเวลานานถึง 48 ปี ทำให้อิวาโอมีปัญหาสุขภาพจิตขั้นรุนแรง วันที่ 2 หลังออกจากเรือนจำ จึงต้องเข้าไปอยู่โรงพยาบาลแทน จนถึงตอนนี้ น้องสาวของอิวาโอก็ยังจำภาพที่พี่ชายเดินออกมาจากเรือนจำได้ดี

[19:51]เขาดูไม่มีความสุขเลย เหมือนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น อีกทั้งยังพึมพำเบาๆ อีกว่า ฉันเป็นอิสระแล้ว เมื่อคิดทบทวนดูได้แต่เศร้าใจ ปัจจุบันอิวาโออายุ 86 ปีแล้ว หวังว่าเขาจะสุขภาพแข็งแรง และมีชีวิตที่ยืนยาว ทั้งหมดคือเรื่องราวของเราในวันนี้ ทุกการกดไลค์กด Subscribe ของทุกคนคือกำลังใจสำคัญของเรา และอย่าลืมกดกระดิ่งแจ้งเตือน จะได้ไม่พลาดเมื่อมีคลิปใหม่ แล้วพบกันคลิปหน้า สวัสดีครับ

[20:24]ผู้ชายในสายตะโกนว่าไฟไหม้ ไฟไหม้ เด็ก 6 คน 6 คน ถนนวิกตอรี่ 18 ไฟไหม้บ้านของฉัน ลูกๆ ยังนอนอยู่บนนั้น ซึ่งโทรศัพท์สายดังกล่าว โทรมา จากถนนวิกตอรี่ 18 ที่เต็มไปด้วยควันดำคลุกคลุ้ง และบ้านที่ท่วมไปด้วยเปลวเพลิง ข้างในมีเด็ก 6 คน ที่กำลังถูกไฟกลืนกิน ส่วนข้างนอกคือพ่อแม่ที่กำลังร้องห่มร้องไห้อย่างไร้ความหวัง

[20:55]หลังจากมิกกับไมรีดพบว่าไฟไหม้บ้าน ทำไมพวกเขาจึงไม่ปลุกลูกๆ ให้รีบหนีออกมา มิกนำน้ำมันไปสาดในบ้าน เป็นไปได้ไหมว่าเขาจะเป็นคนวางเพลิง ผู้ใหญ่ 3 คน เด็ก 11 คน ครอบครัวที่อยู่ด้วยกัน 14 คน ซุกซ่อนความลับอะไรเอาไว้ ขอบคุณการทุ่มเทของพนักงานดับเพลิง ตำรวจ กู้ภัย แพทย์พยาบาล และผู้คนที่พยายามจะช่วยชีวิตเด็กๆ ทุกคน

[21:24]ผมขอปลีกตัวไปทำใจเสียหน่อย

[21:34]สวัสดีครับทุกคน ยินดีต้อนรับเข้าสู่ สำนักสืบลับ

Need another transcript?

Paste any YouTube URL to get a clean transcript in seconds.

Get a Transcript