Thumbnail for จากทีมที่เกือบพัง! Scaloni ทำยังไงให้อาร์เจนตินากลายเป็นแชมป์โลก? by TwentyTwo Diary

จากทีมที่เกือบพัง! Scaloni ทำยังไงให้อาร์เจนตินากลายเป็นแชมป์โลก?

TwentyTwo Diary

22m 53s868 words~5 min read
AI audio transcription
Transcript source

AI audio transcription

This transcript was generated from the video's audio because no usable YouTube caption track was available. The transcript below is server-rendered so it can be read, searched, cited, and shared without opening the original YouTube player.

Use this transcript
Related transcript hubs

[0:00]คำถามที่ว่า อาร์เจนตินาในฟุตบอลโลกปี 2026 อ่ะ ยังน่ากลัวอยู่หรือเปล่า หรือว่าเมสซี่อ่ะ ยังไหวอยู่ไหม เรื่องนี้มันไม่มีใครตอบได้ในตอนนี้หรอก ต้องไปรอดูปลายทางเท่านั้น แต่สิ่งที่มันชัดเจนแล้วก็คือ โครงสร้างของทีมตอนนี้มันเปลี่ยนไปเป็นที่เรียบร้อย คือถ้าย้อนไปตั้งแต่ที่ Lionel Scaloni เข้ามาคุมทีมแบบเงียบๆ ตอนนั้นก็ไม่มีใครคิดหรอกว่าเขาจะพาทีมไปได้ไกลขนาดนี้ ซึ่งหลังจากนั้นอ่ะ อาร์เจนตินาก็ค่อยๆ เปลี่ยนตัวเอง จากทีมที่เมื่อก่อนแบกความกดดันความคาดหวังและก็แผลเก่าแบบเต็มตัว ก็กลายเป็นทีมที่เล่นนิ่งขึ้นแล้วก็โหดขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้มันไม่ใช่ทีมที่เล่นดีเป็นบางนัดอีกแล้ว แต่มันกลายเป็นเครื่องจักรแห่งชัยชนะไปเป็นที่เรียบร้อย และตัวเลขการคุมทีมของสคาโลนีตอนนี้มันก็โหดมากๆ คือเขากุมอาร์เจนตินาไป 98 นัด ชนะถึง 74 นัด แล้วก็แพ้เพียงแค่ 10 นัด นี่มันคือตัวเลขระดับทีมชาติในตำนานหลายทีมยังทำไม่ได้ขนาดนี้ แล้วสถิติที่ดุที่สุดก็คือ พวกเขาไม่แพ้ใครถึง 36 นัดติดกัน ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ของอาร์เจนตินา และเกือบไปแตะสถิติโลกของอิตาลีได้ด้วย แต่เอาจริงๆ ต่อให้ตัวเลขมันจะโหดแค่ไหน มันก็ยังอธิบายทีมนี้ได้ไม่หมดอยู่ดี เพราะสิ่งที่สคาโลนีทำมันไม่ใช่แค่เรื่องแทคติกเพียงแค่ยังเดียว แต่เขาสร้างวัฒนธรรมของทีมขึ้นมาใหม่เลย สร้างวิธีคิด สร้างตัวตน คือเขาทำให้ทีมหมกมุ่นอยู่กับเป้าหมายเดียว ก็คือการเป็นหนึ่งในทีมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แล้วตอนนี้แฟนบอลในชาติก็เชื่อแบบนั้นไปเป็นที่เรียบร้อย แล้วถ้าเราย้อนกลับไปดูในอดีต อาร์เจนตินาเนี่ยเป็นทีมที่ขึ้นๆ ลงๆ คือทัวร์นาเมนต์นี้อาจจะดี แต่ทัวร์นาเมนต์ต่อไปอ่ะ จะหลุดแบบดูแทบไม่ได้ แล้วบางช่วงก็ไม่ได้เข้าไปเตะในรอบสุดท้ายด้วย ซึ่งยุคที่เคยถูกยกย่องมาก่อนหน้านี้ ก็คือยุคของ Carlos Bilardo ที่พาทีมได้แชมป์โลกในปี 1986 แต่ภาพรวมของทีมยุคนั้นอ่ะ ก็พึ่งพา Diego Maradona มากเกินไป คือถ้าวันไหน Maradona โดนประกบติดตาย ทีมก็แทบจะไปไม่เป็นเลย แต่ทีมของสกาโลนี่เนี่ย มันคนละเรื่องกับแบบนั้น คือตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา อาร์เจนตินาไม่ได้แค่ชนะ แต่เขาเริ่มเก็บถ้วยแบบทีมที่กำลังสร้างยุคทองของตัวเอง ในปี 2021 ได้แชมป์โคปาอเมริกา ปี 2022 ก็ได้แชมป์ฟินาลิสซิม่ากับแชมป์ฟุตบอลโลก แล้วมาในปี 2024 ก็ได้แชมป์โคปาอเมริกาอีกครั้ง มันไม่ใช่ความสำเร็จแบบเดิม มันคือความต่อเนื่องที่ล้างภาพเดิมออกไปแทบทั้งหมด แล้วพอเข้าในปี 2026 สิ่งที่ทีมนี้กำลังไล่ๆ อยู่ก็ไม่ใช่แค่แชมป์อีกใบ แต่มันคือสิ่งที่แทบไม่มีใครทำได้มาก่อน ก็คือการเป็นแชมป์โลก 2 สมัยติด แล้วสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างมันยังมิลุ้นก็คือการที่พวกเขายังมีคนๆ เดิมที่ยืนอยู่ตรงกลางของทุกอย่าง คนๆ นั้นก็คือ Lionel Messi Messi คนเดิมที่เคยแบกความเจ็บปวดจากการแพ้รอบชิง 4 ครั้งติด Messi คนเดิมที่เคยโดนถามซ้ำๆ ว่าทำไมเก่งกับสโมสร แต่ไปไม่ถึงฝันกับทีมชาติ แต่วันนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เขาไม่ได้เล่นด้วยความรู้สึกว่าต้องพิสูจน์อะไรอีก เขาเล่นในสถานะของคนที่ปลดล็อคทุกอย่างไปแล้ว มันไม่ใช่เมสซี่ที่โดนบาดแผลไล่ล่า แต่มันคือเมสซี่ที่ถูกปลดปล่อยจริงๆ แล้วสิ่งที่คนในชาติให้ความสนใจก็คือเมสซี่กำลังเข้าสู่ฟุตบอลโลกครั้งนี้ ในช่วงเวลาที่นักเตะรุ่นใหม่ของอาร์เจนตินากำลังพีคพร้อมกันพอดี เช่น Julian Alvarez กองหน้าที่หยุดยากขึ้นเรื่อยๆ Enzo Fernandez คนที่ควบคุมเกมในระดับสูงในแบบมั่นใจ Nico Paz ก็คือคนที่กำลังระเบิดขึ้นมาเป็นดาวรุ่งที่โลกจะต้องจับตา หรือจะเป็น Giuliano Simeone ก็พัฒนาไปเป็นนักเตะที่ทั้งแข็งและก็นิ่งขึ้นเรื่อยๆ มันเลยไม่ใช่แค่ทีมที่มีเมสซี่อีกต่อไป แต่มันคือทีมที่เมสซี่อยู่ในระบบที่ทุกอย่างมันทำงานของมันเองอยู่แล้ว และนี่ก็คือจุดที่มันต่างไปจากเดิม เพราะอาร์เจนตินาชุดนี้ไม่ได้เล่นเหมือนทีมชาติทั่วไป พวกเขาเล่นเหมือนทีมสโมสร เหมือนคนที่ซ้อมกันด้วยทุกวัน จังหวะมันไหลลื่น การเคลื่อนที่ที่มันต่อเนื่อง แล้วหลายจังหวะก็แทบไม่ต้องมองก็รู้ว่าคนอื่นจะไปอยู่ตรงไหน เคมีในทีมมันก็เชื่อมกันดีมากๆ แล้วพอทีมมีวัฒนธรรมที่มันชัดเจน มีการเล่นที่ทุกคนเข้าใจ และก็มีนักเตะที่พอดีกับระบบจริงๆ Messi ก็เลยไม่ต้องแบกทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อน แล้วสิ่งที่หลายคนเคยคิดว่าฟุตบอลโลกปี 2026 เนี่ย จะเป็น Last Dance ของ Messi มันก็อาจจะใช่ แต่มันอาจจะไม่ใช่ตอนจบของชาตินี้ แต่มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่างของทีมที่กำลังต่อยอดไปอีกหลายปีก็ได้ คือแกนหลักของทีมชุดนี้ มันยังไม่หมดรอบ นักเตะหลายคนยังมีเวลาเล่นฟุตบอลโลกได้อีก 2 รอบ บางคนอาจจะไปถึง 3 รอบด้วยซ้ำ แปลว่าการเปลี่ยนผ่านจากยุคของ Lionel Messi ไปสู่ยุคใหม่มันเริ่มขึ้นเป็นที่เรียบร้อย และสิ่งที่น่าสนใจอีกก็คือ ปกติฟุตบอลเวลาเปลี่ยนยุคอ่ะ มันมักจะสะดุด แต่ของอาร์เจนตินาชุดนี้มันกลับไหลต่อได้แบบเนียนมาก แบบที่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ทำให้ Messi ในวันเนี้ยคงรู้สึกสบายขึ้นเยอะ อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เขาสร้างไว้มันไม่ได้หายไปไหน และเขาก็ไม่ต้องแบกทุกอย่างคนเดียวเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป และอาร์เจนตินาเองก็ดูพร้อมจะกลับไปชนะทุกอย่างอีกครั้ง แต่เพื่อให้เราจะเข้าใจความแข็งแกร่งของอาร์เจนตินาชุดเนี้ย เราต้องย้อนไปดูสิ่งที่เหมือนจะเป็นคำสาปของพวกเขาก่อน คือเป็นเวลาหลายปีมากที่พวกเขาน่ะเหมือนจะมีทุกอย่าง มีทั้งนักเตะเก่ง พรสวรรค์ ความคาดหวัง แต่ไม่มีแชมป์เลย ความสำเร็จมันเหมือนจะเอื้อมถึงตลอด แต่พอถึงจุดสุดท้ายมันก็หลุดมืออีกครั้ง แล้วทุกครั้งที่แพ้ มันไม่ได้จบแค่เกมเดียว แต่มันกลายเป็นบาดแผลสะสม ซึ่งมันเริ่มชัดที่สุดในปี 2014 นัดชิงบอลโลกที่บราซิล อาร์เจนตินาเนี่ย แพ้เยอรมนีในช่วงต่อเวลา ภาพของ Messi ที่ยืนอยู่คนเดียวในสนามมาราคาน่า สีหน้าเงียบๆ มองไปข้างหน้าแบบไม่มีอะไรเหลือ มันเหมือนความฝันของเขาหยุดลงตรงนั้น แล้วต่อมาในปี 2015 โคปาอเมริกา รอบชิง อาร์เจนตินาก็ไปแพ้ชิลีในการยิงจุดโทษอีก ซึ่งตอนนั้นมันก็หนักแล้ว แต่ปีต่อมามันก็หนักกว่าเดิม เจอชิลีอีกครั้ง ในถ้วยฉลองครบ 100 ปี โคปาอเมริกา และก็แพ้จุดโทษอีกครั้ง และนั้นเนี่ย Lionel Messi ก็ยิงจุดโทษพลาด มันคือความเสียหายทั้งจิตใจจริงๆ แล้วมันหนักจนเมสซี่ตัดสินใจประกาศเลิกเล่นทีมชาติ คนที่ทั้งประเทศฝากความหวังไว้ ไปต่อไม่ไหวแล้วในตอนนั้น แล้วพอมาถึงฟุตบอลโลกในปี 2018 ทุกอย่างมันก็ระเบิดออกมาเต็มๆ อีกรอบ ภายใต้การคุมทีมของ Jorge Sampaoli ซึ่ง Messi เขาก็กลับมาช่วยชาติอีกครั้ง และพยายามพาทีมไปต่อ แต่ชุดนั้นน่ะมันไม่ใช่ทีมที่พร้อมจะไปได้ไกล ไม่มีระบบชัดเจน ไม่มีความต่อเนื่อง ไม่มีความเชื่อมโยง เปลี่ยนระบบไปมา เปลี่ยนผู้เล่นตลอด แล้วก็แพ้โครเอเชีย 3-0 แล้วสุดท้ายมันก็ลามไปถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้ และนักเตะก็เริ่มไม่เชื่อโค้ช จนเกิดการประชุมด่วนของนักเตะอาวุโส ที่นำโดย Javier Mascherano กับ Lionel Messi เพื่อพูดคุยกับ Claudio Tapia และขอปลดโค้ชกลางทัวร์นาเมนต์ แม้สุดท้ายมันจะทำไม่ได้ เพราะติดเรื่องค่าฉีกสัญญา แต่ในความเป็นจริงอ่ะ ความสัมพันธ์ในทีมมันก็พังลงไปเป็นที่เรียบร้อย ทีมชาติในตอนนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับองค์กรที่มันแตกออกเป็นชิ้นๆ ไม่ระเบียบ ไม่มีศูนย์กลาง และก็ไม่มีใครเชื่อใคร แล้วทีมก็ไปแพ้ฝรั่งเศสในรอบ 16 ทีมสุดท้าย สำหรับหลายคนอ่ะ ตรงนั้นมันเหมือนจุดจบไปแล้ว จบทั้งความหวัง จบทั้งยุค แต่ว่าเรื่องอ่ะมันยังไม่จบแค่นั้น เพราะมีคนนึงเข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง ก็คือ Lionel Scaloni เขาไม่ได้เข้ามาพร้อมชื่อเสียง ไม่ได้มีโปรไฟล์ที่ทำให้ทุกคนเชื่อถือทันที แต่สิ่งที่เขามีก็คือความเข้าใจว่าปัญหาจริงๆ ของอาร์เจนตินามันคืออะไร มันไม่ใช่แค่เรื่องแทคติก แต่มันคือสภาพจิตใจของทีม เขาเลยไม่ได้เริ่มจากแผนที่ซับซ้อน เขาเริ่มจากการทำให้ทุกอย่างมันเบาลงก่อน ลดความกดดัน ทำให้การเล่นทีมชาติกลับมาเป็นเรื่องของฟุตบอลจริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้สกาโลนี่ต่างออกไปก็คือวิธีที่เขามองความพ่ายแพ้ เขาเคยยอมรับเองว่าสมัยตอนที่เขาเป็นนักเตะอ่ะ เขาเป็นคนที่คิดเยอะมาก แล้วก็ชอบกังวลล่วงหน้า แล้วก็จะคิดไปก่อนแล้วว่าถ้าแพ้มันจะเกิดอะไรขึ้น แต่พอมาเป็นโค้ชเนี่ย เขาเลิกคิดแบบนั้น เพราะเขารู้ว่ามันคือการเสียพลังงานไปเปล่าๆ แล้วเขาก็ส่งแนวคิดแบบเนี้ยให้กับทั้งทีม แล้วมันก็จะมีประโยคง่ายๆ ที่เขาพูดกับทีมตลอดอยู่ประโยคหนึ่ง ก็คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันพรุ่งนี้คุณก็ยังต้องตื่นขึ้นมา ต้องไปฝึกซ้อม และต้องลงเล่นเหมือนเดิม ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ หรือผลเสมอ ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตของคุณไปตลอดกาล ประโยคเนี้ยมันดูธรรมดา แต่สำหรับทีมที่แบกทั้งประเทศเอาไว้ มันคือการปลดภาระออกจากหัวนักเตะโดยตรง และอีกจุดที่เขาแก้ไขได้เด็ดขาดจริงๆ ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างทีมกับ Lionel Messi นักเตะหลายคนในทีมพวกเขาก็เติบโตขึ้นมาโดยที่มี Messi เป็นฮีโร่ หลายคนก็เลยมีความเกรงใจแบบอัตโนมัติ แต่สกาโลนี่ทำให้เขากลับกลายมาเป็นเพื่อนร่วมทีม คุยได้ เล่นด้วยได้ อยู่กันได้แบบปกติ แล้วพอความเกรงมันหายไป ภาพมันก็เลยกลายเป็นการร่วมมือกับเมสซี่แทน แล้วภาพที่เราเห็นก็คือทุกคนวิ่งให้เขา ช่วยเกมรับแทนเขา ทำงานหนักแทนเขา เพื่อให้เขาเก็บพลังงานไว้ใช้ในจังหวะที่ตัดสินเกม Rodrigo De Paul เนี่ย เขาบอกว่าตัวเขาเองเนี่ย เหมือนยางอะไหล่ของทีม พร้อมวิ่ง พร้อมชน พร้อมปิดพื้นที่ เพื่อช่วยเพื่อนในแดนกลางอย่าง Parades และก็เปิดทางให้ Messi เล่นในแบบเต็มที่ เรื่องนี้มันคือความสัมพันธ์ภายในทีม ที่ไม่มีอีโก้ และทุกคนก็รู้ว่าตัวเองทำเพื่ออะไร ทั้งหมดเนี้ยมันคือการเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งทีม จากที่เล่นด้วยความกลัว กลายเป็นทีมที่เล่นด้วยความเชื่อ แล้วพอทุกอย่างมันลงตัวแบบนี้ สิ่งที่ตามมามันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป ทั้งความกดดัน ทั้งความเครียด และทั้งความรู้สึกว่าตัวเราไม่คู่ควร มันก็ค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกจากนักเตะแต่ละคน คือสิ่งที่สกาโลนี่ทำอ่ะ หลายอย่างมันไม่ได้ยิ่งใหญ่จนมันเห็นได้ชัดได้ทันที แต่มันคือรายละเอียดเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม และก็หลายครั้งนี่แหละ ไอ้รายละเอียดเล็กๆ พวกเนี้ย มันกลับสร้างความแตกต่างได้มากกว่าที่คิด ซึ่งก็เหมือนกับผู้สนับสนุนของเราวันนี้ ก็คือคาราบาว คือสิ่งที่ผมชอบมากๆ ตอนนี้เลยก็คือการที่เขาทำกระป๋องแบบฝาเปิดกว้าง คือฟังดูอาจจะเป็นเรื่องเล็ก แต่มันก็ส่งผลกับประสบการณ์การดื่มจริงๆ ทั้งเรื่องกลิ่นของมอลล์ แล้วก็กลิ่นฮอปที่มันออกมาได้เต็มกว่าเดิม แล้วเวลาที่ยกดื่มก็ลื่นกว่า ไม่สะดุด ไม่ต้องเงยเยอะแล้วก็ไม่สำลัก แล้วพอเราไปเที่ยวหรือไปดูบอลกับเพื่อน จะชนจะฉลอง มันก็ทำให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการที่ดื่มจากแก้วมากขึ้น ที่สำคัญเขาออกแบบมาให้ใช้งานได้สบาย ไม่ต้องกลัวเรื่องขอบกระป๋องมันจะบาดปาก ซึ่งมันก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ อีกอย่าง ที่พอรวมกันแล้วอ่ะทำให้ประสบการณ์มันดีขึ้นจริงๆ อย่าลืมนะครับ เชียร์บอล เชียร์บาว เชียร์ได้สุด เชียร์คาราบาว ไม่ว่าจะเชียร์ทีมไหน ก็จัดเต็มได้กับเครื่องดื่มคาราบาวและก็เครื่องดื่มตะวันแดง พร้อมฝาเปิดกว้างแบบเต็มกระป๋องเจ้าแรกในไทย รับรองว่าการดูบอลหลังอย่างเนี้ย ฟินเหมือนเดิมแน่นอน ชนแก้วครับ และต้องขอขอบคุณคาราบาวมากๆ ที่สนับสนุนพวกเรา แล้วถ้าจะสรุปอาร์เจนตินาชุดนี้ให้สั้นที่สุด มันก็คือสิ่งที่แฟนบอลเรียกว่า La Scaloneta คือทีมไม่ได้มีใครต้องแบกคนเดียว แต่ทุกคนขยับไปพร้อมกันทั้งระบบ และ Messi ก็เป็นแค่หนึ่งในนั้น จุดเปลี่ยนสำคัญก็คือในปี 2021 แชมป์โคปาอเมริกา ตอนนั้นอาร์เจนตินาหยุดการรอคอยแชมป์ถึง 28 ปี แล้วมันไม่ใช่แค่เรื่องแชมป์อย่างเดียว แต่มันเกิดขึ้นที่สนามมาราคาน่า ต่อหน้าบราซิล คู่แข่งที่ใหญ่ที่สุด แล้วพวกเขาก็ไม่ได้ชนะเพราะโชค แต่ชนะด้วยบุคลิกของทีม ความกล้า ความนิ่ง แล้วก็ความเชื่อว่ารอบเนี้ย มันถึงเวลาของพวกเขาแล้วจริงๆ แล้วจากนั้นมันก็มาถึงเกมฟินาลิสซิม่า อาร์เจนตินาเนี่ย ต้องเจอกับอิตาลี แชมป์ยุโรปในเวลานั้น หลายคนมองว่าน่าจะเป็นเกมที่สูสี แต่พอเริ่มจริงมันไม่ใช่แบบนั้น เกมนั้นน่ะอาร์เจนตินาคุมทุกอย่างไว้ได้หมด แล้วก็จบด้วยชนะไป 3-0 แล้วหลังจากนั้นก็เข้าสู่ฟุตบอลโลกปี 2022 ที่กาตาร์ แล้วอาร์เจนตินาก็ไปถึงปลายทางในนัดชิงที่แทบไม่มีใครลืม เจอฝรั่งเศสเกมยืดไปถึงจุดโทษ แล้วสุดท้ายอาร์เจนตินาก็เป็นฝ่ายชนะ ซึ่งตรงนี้แหละก็ทำให้เรื่องราวของเมสซี่มันสมบูรณ์จริงๆ จากคนที่เคยแพ้รอบชิงหลายครั้ง สุดท้ายเขาก็ได้แชมป์โลก แล้วก็ปิดทุกอย่างลงแบบไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม แต่ถ้าจะมองภาพรวมของเรื่องเนี้ย เครดิตสำคัญต้องยกไปที่ Lionel Scaloni คือเขามีนักเตะเก่งก็จริง แต่เขาทำให้ทั้งหมดมันมีโครงสร้าง มีความมั่นใจแล้วก็มีตัวตน แล้วก็รู้ว่าควรเล่นแบบไหนในแต่ละเกม และเขาก็ไม่ได้ยึดติดกับแผนเดียว เขาพร้อมเปลี่ยนตลอด ตามคู่แข่งตรงหน้า แล้วสิ่งนี้มันก็ถูกยืนยันอีกครั้งในปี 2024 ที่พวกเป็นแชมป์โคปาอเมริกาได้อีกครั้ง แล้วก็เป็นแชมป์ 2 สมัยติด และเขาก็กลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่พาอาร์เจนตินาเข้าผ่านเข้ารอบคัดเลือกฟุตบอลโลกได้ 2 ครั้ง และ Scaloni ก็เป็นโค้ชอาร์เจนตินาคนเดียว ที่ชนะบราซิลได้ทั้งเย้าทั้งเยือนในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก และอีกมุมที่ทำให้ทีมของ Scaloni เนี่ย มันต่างออกไปชัดเจนจากก่อน ก็คือวิธีที่เขามองฟุตบอลยุคใหม่ ในวันที่ทุกอย่างมันถูกวิเคราะห์ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ เต็มไปด้วยตัวเลข เต็มไปด้วยข้อมูล สกาโลนี่กลับเลือกไม่ไปสุดทางนั้น เขาบอกว่าการวิเคราะห์มากเกินไป มันจะทำให้นักเตะเล่นเหมือนหุ่นยนต์ ถูกสั่งทุกจังหวะ คิดแทนทุกการตัดสินใจ จนสุดท้ายสัญชาตญาณจะหายไป และความกล้าก็จะหายไป และความเป็นตัวเองของนักเตะก็จะหายไปด้วย เขาเคยยกตัวอย่างง่ายๆ เลย ก็คือถ้าเด็กอย่าง Lionel Messi ตอน 8 ขวบ โดนสั่งให้จ่ายบอลตลอดเวลา โลกฟุตบอลวันนี้อาจจะไม่มีเมสซี่แบบที่เราเห็นก็ได้ เพราะงั้นสิ่งที่สกาโลนี่เขาเลือกทำ ก็คือให้ข้อมูลเท่าที่จำเป็นจริงๆ ไม่ยัดทุกอย่างใส่หัวนักเตะ แล้วปล่อยให้ความคิดสร้างสรรค์ทำหน้าที่ของมันเองในสนาม อีกด้านนึงที่ไม่แพ้กันและสำคัญมากก็คือทีมงาน สกาโลนี่ไม่ได้สร้างทีมโค้ชแบบทั่วไป แต่เขาเลือกคนที่คิดเหมือนกัน ส่วนใหญ่ก็คืออดีตเพื่อนร่วมทีมในยุคเยาวชนของอาร์เจนตินา ที่เคยผ่านระบบของ Jose Nestor Pekerman คนที่เขาเคยพูดไว้ว่า สำหรับผมเปเกอร์มันคือพระเจ้า ทีมงานชุดนี้ก็มี Walter Samuel ที่ดูแลเรื่องเกมรับและก็วินัยของทีม Roberto Ayala ก็ช่วยวิเคราะห์คู่แข่งแล้วก็ปลุกพลังนักเตะ แล้วก็มี Pablo Aimar ที่ดูแลเรื่องการพัฒนานักเตะเยาวชน และก็วางรากฐานวิธีคิดของทีม สิ่งที่พวกเขาสร้างร่วมกันก็คือค่านิยมของทีม มันจะมีอยู่ 8 ข้อ ตั้งแต่ความเป็นเจ้าของทีม ความเด็ดเดี่ยว ความถ่อมตัว ความเสียสละ ความกระตือรือร้น ความเคารพ การทำงานเป็นทีม และความมุ่งมั่น และเรื่องพวกเนี้ย มันก็ไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่มันไปถึงเรื่องเล็กๆ อย่างห้ามใช้โทรศัพท์ตอนกินข้าวร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนได้คุยกันจริงๆ ได้สร้างความสัมพันธ์ คือสิ่งที่ Scaloni สร้างอ่ะมันคือสภาพแวดล้อม ที่ทำให้นักเตะเล่นได้เต็มที่ขึ้น โดยที่ไม่ต้องแบกอะไรเกินความจำเป็น และอีกอย่างที่ Scaloni ทำได้ดีมากก็คือการให้โอกาส กับนักเตะหลายคนที่ถูกมองข้าม ตัวอย่างชัดๆ เลยก็คือ Emiliano Martinez ตอนที่เลือกให้เป็นมือหนึ่งอ่ะมันมีแรงกดดันเยอะมาก เพราะหลายคนอยากได้ชื่อที่มันใหญ่โตกว่านี้ แต่ Scaloni ก็เลือกเขา แล้วก็ยืนข้างเขา จนสุดท้ายมันก็กลายเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของทีมนี้ หรือคนอื่นๆ อย่าง Nicolas Tagliafico กับ Nicolas Otamendi 2 คนนี้เคยผ่านช่วงล้มเหลวกับฟุตบอลโลกในปี 2018 มาแล้ว แต่สกาโลนี่ก็ไม่ทิ้ง เขาดึงกลับมา ให้บทบาทใหม่แล้วก็สร้างความมั่นใจให้ใหม่ จนกลายเป็นแกนหลักได้อีกครั้ง ซึ่งจริงๆ ก็ยังมีอีกหลายคน และในขณะที่ทั้งโลกอ่ะมองอาร์เจนตินาว่าเป็นทีมแชมป์เก่าจากปี 2022 แต่ความจริงทีมเนี้ยก็เริ่มสร้างเจเนอเรชั่นใหม่ไปแล้ว นักเตะหลายคนในยุคทองก็ค่อยๆ หลุดออกจากระบบไป เช่น Angel Di Maria เขาก็เลือกลาทีมชาติไปเองในจุดที่สมบูรณ์ที่สุด กับแชมป์โคปา 2 สมัยติด คนต่อมาก็คือ Angel Correa เขายังเป็นนักเตะที่ดี แต่พื้นที่ในทีมชาติก็เริ่มหายไป และอีกคนก็คือ Paulo Dybala นักเตะพรสวรรค์สูง แต่เขาก็โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานแบบต่อเนื่อง ถึงจะไม่ได้เป็นตัวหลักในบอลโลกปี 2022 แต่นัดชิงเขาก็มีจังหวะสำคัญ ทั้งการยิงจุดโทษ แล้วก็การลงไปช่วยเกมรับในช่วงท้าย มันอาจจะไม่ใช่ภาพใหญ่ของเกม แต่มันเป็นจังหวะเล็กๆ ที่มันช่วยเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ทั้งหมด และนี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของอาร์เจนตินาชุดนี้ คือแม้ชื่อระดับตำนานหลายคนจะค่อยๆ ถอยออกไป แต่เครื่องจักรของทีมก็ยังเดินหน้าต่อ และอาร์เจนตินาก็กำลังไปฟุตบอลโลกปี 2026 กับทีมที่ยังคงเครื่องมากๆ เริ่มจากผู้รักษาประตูก่อน Emiliano Martinez เขากลายเป็นฮีโร่ระดับตำนานไปแล้ว โดยเฉพาะการดวลจุดโทษ เกมกับโคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ และก็นัดชิงกับฝรั่งเศส เขาเป็นคนที่เปลี่ยนโมเมนต์ของเกมได้จริงๆ และถ้ามีจังหวะเดียวที่ทุกคนจำได้ ก็คือการเซฟลูกยิงของ Randal Kolo Muani ลูกนั้นถ้าเข้า ฝรั่งเศสอาจจะเป็นแชมป์ อาร์เจนตินาอาจจะไม่ได้ไปถึงจุดโทษ มันก็เลยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในการเซฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก แม้ผลงานปีเนี้ยของเขาจะมีขึ้นๆ ลงๆ แต่คุณภาพก็ยังอยู่ครบ โดยที่เขาเก็บ 8 คลีนชีทในพรีเมียร์ลีกได้ และก็ยังมีจังหวะเซฟแบบสุดๆ ให้เห็นตลอด แล้วคราวนี้แหละคือคนที่สามารถเปลี่ยนพลังงานของทีมได้จริง ขยับมาที่กองหลัง ชื่อที่ถูกจับตามองในครั้งนี้ก็คือ Lisandro Martinez ก่อนหน้านี้แม้เขาจะมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ้าง แต่เวลาที่เขาฟิตและได้ลงเล่น เขายังเป็นกองหลังที่เปลี่ยนเกมได้ ทั้งการจ่ายบอลระยะไกล ความดุดัน และความมั่นใจในการครองบอล เขาคือกองหลังที่เล่นจากแนวรับได้จริง และถ้าเขาฟิตเต็ม 100 อาร์เจนตินาก็จะมีกองหลังที่ลงสนามเหมือนไปออกรบ และเขาก็ไม่ได้อยู่คนเดียว คนเก่าๆ ก็ยังมี ไม่ว่าจะเป็น Nicolas Otamendi กับ Cristian Romero โดยเฉพาะ Romero เนี่ย ถ้ามองภาพรวมของสเปอร์สในปีเนี้ย หลายคนมองว่าเขามีปัญหา แต่ถ้ามองเรื่องคุณภาพส่วนตัว ความสามารถของเขาก็ยังสูงมาก ทั้งการจ่ายบอลที่นิ่ง ความดุดันที่มันยังชัดเจนอยู่ และถ้าคุมจังหวะได้พอดี เขาก็สามารถกดดันกองหน้าได้ทั้งเกม และอย่าลืมเขาคือแชมป์โลก แชมป์โคปาอเมริกา 2 สมัยติดด้วย ส่วนฝั่งซ้ายของอาร์เจนตินาก็ยังเป็นพื้นที่ของ Nicolas Tagliafico พูดตรงๆ ตำแหน่งนี้ก็ยังเป็นของเขาแบบที่ไม่มีใครแตะได้ แม้ฤดูกาลนี้ก็จะมีสะดุดบ้าง มีทั้งอาการบาดเจ็บแล้วก็โทษแบนกับลียง แต่พอกลับมาติดทีมชาติ เขาก็ยังเป็นตัวเลือกแรกๆ เหมือนเดิม และในโคปาอเมริกา เขาเป็นนักเตะที่ไม่ได้โดนเลี้ยงผ่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วพอขยับมาที่แดนกลาง ชื่อที่ต้องพูดถึงก่อนก็คือ Leandro Paredes ที่ยังเป็นตัวเก่าในแดนกลาง แต่ถ้าจะมีคนนึงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษในฟุตบอลโลกครั้งนี้ คนนั้นก็คือ Enzo Fernandez เขากำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของตัวเอง ท่ามกลางทีมเชลซีที่ยังหาความลงตัวไม่เจอ แต่ Enzo ก็ยังเล่นของเขาได้ วิ่งทั่วสนาม โผล่ทุกจุด สร้างเกม ฤดูกาลนี้เขายิงไป 16 ประตู 8 แอสซิสต์ มันไม่ใช่ตัวเลขของกองกลางธรรมดา ยิ่งเกมใหญ่เขายิ่งมีบทบาท เขายิงเกมกับลิเวอร์พูลได้ และก็มีประตูและก็แอสซิสต์ในเกมกับ Paris Saint Germain และก็เป็นไม่กี่คนที่เล่นได้ดีในเกมที่เจอ กับ Luis Enrique ได้จริง อีกคนที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ Alexis Mac Allister ต่อให้ภาพรวมของลิเวอร์พูลจะสะดุดอยู่บ้าง แต่เวลาบอลอยู่กับเท้าเขา คุณภาพมันก็ยังอยู่นี่มาก อาร์เจนตินาจะเล่นง่ายขึ้นทันที เขาเชื่อมเกม คุมจังหวะ แล้วก็ทำให้ทุกอย่างอะไรลื่น แล้วเขาก็เป็นคนที่ทำให้ระบบของทีมสมดุลได้จริงๆ แล้วก็ยังมี Rodrigo De Paul คนที่วิ่งไปหมด สู้ทุกจังหวะ แล้วพร้อมทำทุกอย่างเพื่อทีม แล้วทุกครั้งที่เขาสวมเสื้อทีมชาติ เขาจะกลายเป็นอีกคนไปเลย และนอกจากนั้นก็ยังมี Exequiel Palacios กับ Giovanni Lo Celso ที่เข้าช่วยเติมความลึก และความสมดุลให้กับแดนกลางของทีม แล้วพอขยับไปที่แนวรุก เริ่มจาก Thiago Almada คือเขายังไม่ได้พีคที่สุดกับ Atletico Madrid แต่กับทีมชาติอ่ะ เขาคือหนึ่งในคนที่มีผลกระทบกับเกมมาก โดยเฉพาะในรอบคัดเลือก เขายิงโบลิเวีย ยิงรุกวัย และก็ยิงโคลอมเบีย และก็แอสซิสต์ในเกมกับชิลีและก็เวเนซุเอลา บางช่วงก็ต้องยอมรับว่าเขาคือคนที่ช่วยทีมผ่านเกมยากๆ มาได้ ต่อมาก็คือ Giuliano Simeone ฤดูกาลนี้ยังอาจจะมีช่วงไม่สม่ำเสมอ แต่พอถึงเกมใหญ่ เขาก็ยกระดับตัวเองได้ เขายิงบราซิล ยิงบาร์เซโลนา และก็แอสซิสต์ในเกมกับ Real Madrid และเขาก็เล่นด้วยความกล้า มีพลัง และก็มีความดุดัน และก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แล้วคนที่ต้องจับตามองมากที่สุดตอนนี้ก็คือนิโก้ปาส ดาวรุ่งที่กำลังสร้างชื่อใน Serie A 12 ประตู 6 แอสซิสต์ และที่สำคัญคือเขาไม่ได้ทำผลงานแค่กับทีมเล็ก แต่เขาทำได้ดีกับทีมใหญ่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์มิลาน เอซีมิลาน ยูเวนตุส ลาซิโอ มันแสดงให้เห็นว่าเขาสร้างผลกระทบได้จริงในเกมระดับสูง ส่วน Julian Alvarez ถ้าวัดจากฟอร์มตอนนี้ ชื่อของเขาต้องยอมรับว่า Impact มากๆ ฤดูกาลนี้ทำไป 20 ประตู กับ Atletico Madrid แล้วสิ่งที่น่าสนใจก็คือเขาเล่นได้ดีกับเกมใหญ่ เจอ Barca ก็ยิง เจอ Madrid ก็ยิง เจอสเปอร์สก็ยิง เจออินเตอร์ก็ยิง แล้วฟุตบอลโลกครั้งเนี้ยมันเลยไม่เหมือนเดิมสำหรับเขา ที่กาตาร์เขาคือดาวรุ่งพุ่งแรง แต่ครั้งเนี้ยเขาคือตัวหลัก เขาโตขึ้นแข็งแกร่งขึ้น และแน่นอนทีมก็ยังมี Lautaro Martinez กับ Nicolas Gonzalez คอยช่วย และศูนย์กลางของทีมเนี้ยก็ยังเป็นคนเดิม Lionel Messi คือถ้าพูดกันตรงๆ เขายังเป็นนักเตะที่ดีมากๆ อยู่ สถิติในเมเจอร์ลีกก็ยังเดินต่อ และเป้าหมายของเขาในตอนเนี้ย ก็คือแชมป์โลกสมัยที่ 2 ถ้าเขาเชื่อว่าเขาทำได้ มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่คนอื่นจะไม่เชื่อ แล้วเขาก็ยังเล่นในจังหวะของตัวเองได้ขายเดิม ยังสร้างความแตกต่างได้ แล้วพอทุกอย่างมารวมกัน นี่ก็คืออาร์เจนตินาของ Lionel Scaloni ทีมที่ไปฟุตบอลโลกเพื่อเป้าหมายเดียว ก็คือตั้งใจคว้าแชมป์โลกอีกครั้งนึง แล้วพวกเขาก็มีทุกอย่าง ผู้รักษาประตูที่เปลี่ยนเกมได้ กองหลังที่ดุดันและก็ขึ้นเกมได้ แบ็กที่ไว้ใจได้ แดนกลางที่ฉลาดและก็คุมเกมได้ แนวรุกที่กำลังพัฒนาขึ้นมา แล้วก็มีกองหน้าระดับโลก แล้วก็ยังมีเมสซี่อยู่ตรงกลาง นี่ไม่ใช่ทีมที่ล่อปาฏิหาริย์ แต่มันคือทีมที่สร้างระบบขึ้นมา จนทำให้สิ่งที่เคยเรียกว่าปาฏิหาริย์มันกลายเป็นเรื่องปกติ และนี่ก็คือ 22 Diary ช่องที่ไม่ได้เล่าให้เรื่องฟุตบอล แต่เชื่อว่าฟุตบอลเนี้ยมันเปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ วันนี้ต้องลาไปก่อน สวัสดี

Need another transcript?

Paste any YouTube URL to get a clean transcript in seconds.

Get a Transcript