Thumbnail for 100ชีวิตในถังกรด | ฆาตกรต่อเนื่องแห่งปากีสถาน l จาเวด อิกบาล | ย้อนรอยข่าวดัง EP.35 by ย้อนรอยข่าวดัง

100ชีวิตในถังกรด | ฆาตกรต่อเนื่องแห่งปากีสถาน l จาเวด อิกบาล | ย้อนรอยข่าวดัง EP.35

ย้อนรอยข่าวดัง

44m 52s861 words~5 min read
YouTube auto captions
Transcript source

YouTube auto captions

This transcript was extracted from YouTube's auto-generated caption track. The transcript below is server-rendered so it can be read, searched, cited, and shared without opening the original YouTube player.

AI Video Summary

The transcript recounts the horrifying story of Javed Iqbal, a Pakistani serial killer who murdered 100 young boys between 1998 and 1999. Iqbal, born into a wealthy family, developed a deep resentment towards the legal system after being wrongly accused and physically abused in prison for child molestation in 1990. Upon his release, he systematically plotted his revenge against society, specifically targeting homeless and runaway boys in Lahore.

Iqbal meticulously planned his atrocities, renting a house with high walls and equipping it with large plastic drums and concentrated hydrochloric acid. He would frequent train stations, posing as a benevolent uncle, offering food and money to lure the boys back to his home. There, he would strangle them, photograph their bodies, and then dismember and dissolve them in acid, dumping the remains into the city's sewage system. He kept detailed records, including names, ages, and dates, along with photographs of his victims before their deaths. His reign of terror went unnoticed for a prolonged period, primarily due to the vulnerability of his victims and the lack of concern from authorities when reports of missing children surfaced.

In December 1999, Iqbal sent a chilling letter to a newspaper editor and the police, confessing to 100 murders and providing explicit details of his methods and the location of his "factory of death." He claimed his actions were an act of revenge against the police and the justice system. After a brief period of evasion, during which he traveled disguised across Pakistan, Iqbal voluntarily surrendered to the police at a newspaper office. His confession and subsequent re-enactments were disturbingly calm and precise, revealing his complete lack of remorse and his warped justification for his crimes. The court sentenced him to death by the exact methods he used on his victims—strangulation, dismemberment into 100 pieces, and dissolution in acid—a controversial verdict that sparked international debate on human rights and judicial cruelty. Iqbal awaited his fate in a solitary prison cell, his appeal pending.

Key Takeaways

  • Javed Iqbal murdered 100 young boys in Lahore, Pakistan, between 1998 and 1999, as an act of revenge against the justice system.
  • He meticulously lured homeless boys with promises of food and money, then strangled them and dissolved their bodies in hydrochloric acid, disposing of the remains in the city's sewage system.
  • Iqbal kept detailed records of his victims, including names, ages, dates, and photographs taken before their deaths.
  • His crimes were revealed when he sent a detailed confession letter to a newspaper and the police, explicitly describing his methods and motive.
  • After a short period of flight, Iqbal surrendered to the authorities at a newspaper office, calmly confessing and re-enacting his horrific acts.
  • The court sentenced Iqbal to death by the same methods he used on his victims: strangulation, dismemberment into 100 pieces, and dissolution in acid.
  • The unusual and severe sentence sparked international controversy and debate regarding human rights and the boundaries of justice.

Topics Covered

Serial KillerCrime StoryPakistanJustice SystemRevenge
Timestamped outline
[0:00]Section 1

จดหมายฉบับหนึ่ง ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะบรรณาธิการสำนักข่าวในเมืองละฮอร์ เนื้อความข้างในไม่ใช่คำร้องเรียน แต่คือรายชื่อเด็กชาย 100 คน พร้อมคำย...

[5:07]Section 2

ฉลากข้างแกลลอนระบุว่าเป็นกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งเป็นกรดรุนแรงที่ใช้ในอุตสาหกรรม เขาค่อยๆ ยกแกลลอนเหล่านั้นวางซ้อนกันไว้ในมุมต่างๆ จาเวดสวมถุง...

[13:32]Section 3

เมื่อกระบวนการจัดการร่างสมบูรณ์แบบแล้ว จาเวดจะลากร่างของเด็กชายไปที่ถังบรรจุกรดที่เปิดฝ้ารอไว้ เขาใช้มือสวมถุงมือยางหนาป้องกันสารเคมีกัดก...

[22:52]Section 4

ทันทีที่บรรณาธิการอ่านจบ เขาต่อสายตรงถึงสถานีตำรวจละฮอร์เพื่อแจ้งข่าวร้ายนี้ ในเวลาเดียวกัน ที่สถานีตำรวจ พัสดุอีกซองหนึ่งก็ถูกเปิดออก แล...

[37:05]Section 5

และไม่มีใครสังเกตเห็นเมื่อพวกเขา สูญหายไป เขาบอกว่าเขาแค่กำลังทำหน้าที่ทำความสะอาดเมืองละฮอร์ ด้วยการกำจัดสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ตาม เขาอ้างว่...

Use this transcript
Related transcript hubs

[0:00]จดหมายฉบับหนึ่ง ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะบรรณาธิการสำนักข่าวในเมืองละฮอร์ เนื้อความข้างในไม่ใช่คำร้องเรียน แต่คือรายชื่อเด็กชาย 100 คน พร้อมคำยืนยันว่า พวกเขาเหลือเพียงเศษซากที่จมอยู่ในถังกรด ยินดีต้อนรับสู่ ย้อนรอยข่าวลือ วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักชื่อที่สั่นสะเทือนทั้งประเทศปากีสถาน จาเวด อิกบาล ชายผู้ทำให้โลกต้องตั้งคำถามอีกครั้งว่า ความโหดร้ายของมนุษย์ไปได้ไกลแค่ไหน ช่วงปี 1990 เมืองละฮอร์ ประเทศปากีสถาน มีชายร่างผอมสูงคนหนึ่งเดินตรวจตราเตาหลอมเหล็กในโรงงานส่วนตัวของเขา ชื่อของเขาคือ จาเวด อิกบาล เขาเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง พ่อของเขาเป็นผู้รับเหมาเหล็กรายใหญ่ที่ทิ้งมรดกเป็นที่ดินและกิจการไว้ให้ลูกชาย จาเวดไม่ได้เลือกใช้ชีวิตแบบเพลย์บอย แต่เขากลับเลือกที่จะคลุกอยู่กับความร้อนของเตาหลอมเหล็ก เขาสร้างบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยห้องว่างหลายห้องและกำแพงสูงหนาที่กั้นโลกภายนอกออกไป เพื่อนบ้านแถวนั้นเห็นเพียงชายที่มักจะเก็บตัวเงียบและใช้ชีวิตสันโดษ จาเวดทำธุรกิจหลอเหล็กของตัวเองอย่างจริงจัง ทุกอย่างในชีวิตของเขาดูเหมือนจะเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ความสงบเงียบในบ้านของเขากำลังจะหายไป เมื่อช่วงเย็นวันหนึ่งในปี 1990 เมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามาที่หน้าประตูเหล็กหนา จาเวดเดินออกมาเปิดประตูด้วยท่าทีนิ่งสงบ แต่ที่ด้านหลังตำรวจนั้นคือเด็กชาย 2 คนที่ชี้้นิ้วมาที่เขา และเขาถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ทันใดนั้น เขาก็ถูกใส่กุญแจมือในทันที เขาไม่ได้ขัดขืนหรือส่งเสียงโวยวายใดๆ ขณะที่ถูกกุมตัวขึ้นรถตำรวจไปที่โรงพัก เจ้าหน้าที่เริ่มทำการรื้อค้นเอกสารและทรัพย์สินภายในบ้านของเขา ตู้เซฟถูกเปิดออกและห้องพักส่วนตัวถูกสำรวจทุกตารางนิ้ว การจับกุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คดีอาญาปกติในสายตาของคนในละฮอร์ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมานาน ในห้องพิจารณาคดี จาเวดปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เขาอ้างว่าตัวเองถูกใส่ร้ายจากกลุ่มคนที่ต้องการผลประโยชน์จากที่ดินและธุรกิจของเขา แต่พยานหลักฐานและคำให้การของเด็กชายทั้งสองกลับมีน้ำหนักมากกว่า ในสายตาของผู้พิพากษาตัดสินให้เขามีความผิดและต้องโทษจำคุกและที่นี่เขาต้องเผชิญกับโลกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนในคุก เหตุการณ์ที่จาเวดมักจะนำมาอ้างถึงในเวลาต่อมาคือการถูกทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และนักโทษคนอื่นเข้ามาลุมล้อมเขาในมุมมืด ตามร่างกายของเขาเริ่มปรากฏรอยเขียวช้ำ และเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพนั้นนานหลายเดือน ความเจ็บปวดทางกายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเย็นชาในดวงตา เมื่อวันที่จาเวดพ้นโทษและได้ออกจากเรือนจำ เขาไม่กลับมายังบ้านของเขาด้วยสภาพร่างกายที่ซูบผอม เขาพบว่ากิจการหล่อเหล็กของเขาเสียหายอย่างมากเนื่องจากขาดการดูแลกิจการและคนในสังคมเมืองละฮอร์ต่างก็พากันเดินเลี่ยงเมื่อเห็นเขาเดินตามท้องถนน เขาจ้างคนมาทาสีรั้วบ้านใหม่และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่เขาก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นเพียงลำพังเหมือนเดิม จาเวดเริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งเขียนบันทึกที่โต๊ะทำงาน เขาจดชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับกุมเขา ชื่อผู้พิพากษา และชื่อของครอบครัวเด็กชายที่ทำให้เขาต้องเข้าไปอยู่ในคุก เขาเริ่มออกเดินสำรวจไปตามแหล่งเสื่อมโทรมและสถานีรถไฟที่เด็กเร่ร่อนอาศัยอยู่หนาแน่น จาเวดเดินเข้าไปหาเด็กเหล่านั้นพร้อมกับเงินในกระเป๋าและคำชักชวนให้มาทานอาหารที่บ้านของเขา ปี 1998 บ้านเลขที่ 16 บนถนนราวีในเมืองละฮอร์ กลายเป็นสถานที่พำนักแห่งใหม่ สภาพแวดล้อมรอบตัวเขาคือย่านที่อยู่อาศัยที่หนาแน่นและคนพลุกพล่าน

[4:01]เขาเลือกบ้านหลังนี้ด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวที่แปลกประหลาด มันตั้งอยู่ในจุดที่ผู้คนสัญจรไปมาจนไม่มีใครสนใจใคร จาเวดเริ่มจัดการย้ายข้าวของเข้าบ้าน ในสายตาเพื่อนบ้านเห็นเขาเป็นเพียงชายวัยกลางคนที่แต่งตัวเรียบร้อย ดูมีฐานะพอสมควร และไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เขาเริ่มสร้างความคุ้นเคยกับคนในพื้นที่ด้วยการทักทายสั้นๆ และการวางตัวเป็นชายโสดที่รักความสงบ บ้านหลังนี้มีกำแพงที่ปิดกั้นสายตาจากภายนอกได้เป็นอย่างดี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นที่ปิดตาย ที่เขาจะใช้ดำเนินแผนการที่สะสมไว้ในใจมานานหลายปี ภายในบ้านเช่าหลังนี้ จาเวดเริ่มสะสมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เขาสั่งซื้อถังพลาสติกขนาดใหญ่สีน้ำเงินเข้มหลายใบเข้ามาวางไว้ในพื้นที่ด้านใน ถังแต่ละใบมีความจุถึง 200 ลิตร มันถูกจัดวางเรียงกันไว้อย่างเป็นระเบียบตามมุมห้อง หลังจากนั้นไม่นาน แกลลอนบรรจุของเหลวใสเริ่มถูกลำเลียงเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

[5:07]ฉลากข้างแกลลอนระบุว่าเป็นกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งเป็นกรดรุนแรงที่ใช้ในอุตสาหกรรม เขาค่อยๆ ยกแกลลอนเหล่านั้นวางซ้อนกันไว้ในมุมต่างๆ จาเวดสวมถุงมือยางและตรวจสอบความแน่นหนาของฝาปิดแกลลอนทุกใบอย่างละเอียด เขายืนมองแถวของถังสีน้ำเงินและกองแกลลอนกรดเหล่านั้นด้วยแววตาที่เรียบเฉย ก่อนจะปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนาจากด้านใน กิจวัตรของจาเวดเปลี่ยนไปสู่การเดินทางไปยังสถานีรถไฟละฮอร์เกือบทุกวัน เขาปรากฏตัวในชุดที่สะอาดสะอ้านและดูใจดี เขาจะเดินปะปนไปกับฝูงชนที่สถานีรถไฟ ซึ่งเป็นแหล่งรวมของเด็กเร่ร่อนที่ไม่มีบ้านให้กลับ จาเวดมักจะหยุดยืนดูเด็กชายกลุ่มหนึ่งที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าขาด และเขาหยิบธนบัตรใบละ 10 หรือ 20 รูปีออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้เด็กเหล่านั้น บางครั้งเขาก็ซื้อแผ่นขนมปังหรืออาหารร้อนๆ จากร้านข้างทาง แจกจ่ายให้เด็กๆ ที่กำลังหิวโหย ภาพที่ผู้คนรอบข้างเห็นคือชายผู้มีเมตตาที่กำลังหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เด็กยากไร้ เด็กเหล่านั้นเรียกเขาว่าลุง และเริ่มไว้ใจชายแปลกหน้าคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกลับมาถึงบ้าน จาเวดจะนั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวหนึ่งและเปิดสมุดบันทึกเล่มหนาที่เขาเตรียมไว้ เขาใช้ปากกาจดบันทึกรายละเอียดของเด็กๆ ที่เขาพบเจอที่สถานีรถไฟอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในสมุดเล่มนั้นประกอบด้วยชื่อ อายุโดยประมาณ รูปร่างหน้าตา และสถานที่ที่เขามักจะพบตัวเด็กคนนั้น ลายมือของเขาบรรจงและชัดเจนทุกครั้ง ที่เขาได้ข้อมูลใหม่มา เขาจะกลับมาอัปเดตข้อมูลในสมุดเล่มนี้เสมอ สมุดบันทึกถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบข้างกับกองกระดาษจดหมาย ที่เขามักจะเขียนระบายถึงความอยุติธรรม ที่เขาอ้างว่าได้รับจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในอดีต กระบวนการจัดเตรียมสถานที่และสร้างฉากบังหน้าดำเนินไปอย่างเป็นระบบ จาเวดเริ่มทดลองเปิดฝาแกลลอนกรด และทดสอบการเทลงในถังพลาสติกสีน้ำเงิน เสียงของเหลวที่กัดกร่อนผิวพลาสติกเบาๆ เขาค่อยๆ ปรับแต่งแสงไฟในบ้านให้มืดสลัวเพื่อไม่ให้คนภายนอกสังเกตเห็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นข้างใน ในขณะเดียวกันเขาก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์เพื่อนบ้านที่แสนดีด้วยการออกไปซื้อของกินของใช้ตามปกติ เขายืนดูเพื่อนบ้านสองคนคุยกันตามปกติ และเขาก็ทำเป็นเดินผ่านอย่างไม่ได้ตั้งใจ เมื่อประตูบ้านปิดลง เขาก็จะกลับไปอยู่ท่ามกลางอุปกรณ์สังหาร และบัญชีรายชื่อที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างถูกจัดวางไว้อย่างถูกที่ถูกทาง เตรียมพร้อมสำหรับก้าวต่อไปที่เขาวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างละเอียด ความผิดปกติที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ความปกติสามัญเริ่มขยายตัวขึ้นในย่านถนนราวี เพื่อนบ้านไม่เคยได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ และไม่เคยได้กลิ่นที่ผิดแปลกไปจากกลิ่นขยะในเมืองที่แออัด จาเวดเดินตรวจตราไปรอบๆ บ้านเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีช่องโหว่ที่สายตาคนภายนอกจะมองลอดเข้ามาได้ จาเวดออกไปเดินตามตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยผู้คน เป้าหมายของเขาคือบริเวณใกล้สถานีรถไฟ ที่มักมีเด็กชายเร่ร่อนจับกลุ่มกัน เพื่อหาที่ซ่อนตัวจากสายตาของเจ้าหน้าที่ จาเวดกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งสบตาเข้ากับเด็กชายคนหนึ่ง ที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้น เสื้อผ้าของเด็กคนนั้นทั้งเก่าทั้งขาด เขาเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าเด็กชายคนนั้นเขายื่นข้อเสนอให้กับเด็กชายคนนั้นคือจะให้เงิน 100 รูปี และอาหารมื้อใหญ่ 1 มื้อ แลกกับการช่วยงานทำความสะอาดเล็กๆ น้อยๆ ที่บ้านของเขา เด็กชายคนนั้นพยักหน้าตกลงทันที โดยไม่ตั้งคำถามถึงที่มาของชายแปลกหน้าคนนี้ เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านเลขที่ 16 จาเวดก็พาเด็กชายเข้าไปข้างในบ้าน เขานำแกงกะหรี่ไก่จานใหญ่ และแผ่นแป้งที่เตรียมไว้มาวางลงบนโต๊ะไม้กลางห้อง เด็กชายลงมือนั่งกินอาหารอย่างรวดเร็วด้วยความหิวโหย

[9:07]เมื่อกินอาหารเกลี้ยงจานแล้ว เด็กชายก็ส่งยิ้มให้ด้วยความขอบคุณ จาเวดลุกขึ้นยืนช้าๆ แล้วเขาก็เดินอ้อมไปทางด้านหลังของเด็กชาย ขณะที่เด็กคนนั้นกำลังจะขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ มือของจาเวดหยิบเชือกไนลอนสีเขียวที่เขาวางเตรียมไว้บนชั้นวางของออกมา เขากำลังเคลื่อนไหวข้อมือเพื่อทดสอบความตึงของเชือกอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะคล้องมันลงที่ลำคอในจังหวะที่เหยื่อยังไม่ทันได้ตั้งตัวแล้วรัดจนสุดแรง ร่างของเด็กชายดิ้นอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือทั้งสองข้างพยายามตะเกียกตะกายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ร่างกายของเด็กชายจะค่อยๆ อ่อนแรงลงและสงบนิ่งไปในที่สุด เขาอุ้มร่างไร้วิญญาณของเหยื่อขึ้นพาดบ่า แล้วเดินไปยังห้องที่เขาจัดเตรียมถังพลาสติกสีน้ำเงินใบใหญ่ จาเวดวางร่างนั้นลงในถังอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจว่าส่วนประกอบของร่างกายทั้งหมดอยู่ภายในขอบถัง เขาหยิบแกลลอนพลาสติกที่บรรจุกรดเข้มข้นออกมาจากมุมห้อง แล้วเริ่มเทของเหลวใสลงในถัง เขาเทน้ำกรดแกลลอนแล้วแกลลอนเล่าจนกระทั่งของเหลวนั้นท่วมมิดศีรษะของเหยื่อ เขาปิดฝาถังให้สนิท แล้วนั่งลงบนพื้นห้องข้างๆ ถังใบนั้น เพื่อรอคอยให้ปฏิกิริยาเคมีทำงานของมันไปตามเวลา เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง เขามองดูผลลัพธ์ในถังด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย สิ่งที่หลงเหลืออยู่ภายในไม่ใช่ร่างกายของมนุษย์อีกต่อไป แต่กลายเป็นของเหลวสีเข้มที่ดูข้นเหนียว และมีตะกอนบางอย่างนอนก้นอยู่ เขาใช้ไม้คนยาวๆ คนให้ทุกอย่างผสมกันจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างช้าๆ ไม่มีรอยเลือดบนพื้นห้อง ไม่มีรอยนิ้วมือบนตัวเหยื่อ และไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ระบุถึงตัวตนของเด็กชายคนนั้นได้อีกต่อไป เขามองดูผลลัพธ์ในถังด้วยสีหน้า ที่เรียบเฉย เขาใช้ไม้กวาดค่อยๆ เกลี่ยสิ่งสกปรกบนพื้นให้เรียบ แล้วเขาก็ลากถังใบนั้นอย่างช้าๆ ไปยังบริเวณท่อระบายน้ำที่อยู่ทางด้านหลังของตัวบ้าน จาเวดค่อยๆ เอียงถัง เพื่อให้ของเหลวสีคล้ำไหลลงสู่ฝาท่อระบายน้ำที่เปิดทิ้งไว้ ของเหลวเหล่านั้นค่อยๆ ไหลซึมลงไปตามทางน้ำทิ้งของเมืองละฮอร์ ปะปนไปกับน้ำโสโครกและสิ่งปฏิกูลอื่นๆ จนแยกไม่ออก เมื่อถังว่างเปล่า เขาใช้น้ำสะอาด ล้างทำความสะอาดถังพลาสติกและบริเวณโดยรอบจนหมดสิ้น เขาเก็บแกลลอนกรดที่ว่างเปล่า ไปวางซ้อนกันไว้ในมุมมืดของบ้านอย่างเป็นระเบียบ จาเวดเริ่มกลายเป็นขาประจำที่ม้านั่งไม้ตัวเดิมในสวนสาธารณะนาเซ และพื้นที่รกร้างรอบสถานีรถไฟละฮอร์ แต่สายตาของเขาจะคอยกวาดมองกลุ่มเด็กชายที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ซึ่งเดินเตร่เตร่หาเศษเงินเลี้ยงชีพอยู่แถวนั้น เขาเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนเป็นเวลานานจนแน่ใจว่า ใครคือเด็กที่ไม่มีครอบครัวมารับกลับบ้านในช่วงค่ำ เมื่อสบโอกาสจาเวดจะขยับเข้าไปใกล้ และเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เขาใช้เงินเพียงไม่กี่รูปีหรือคำสัญญาว่าจะเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่เป็นเครื่องล่อลวง เด็กที่หิวโหยมาทั้งวันมักจะตัดสินใจลุกขึ้นเดินตามเขาไปสู่อพาร์ตเมนต์ที่ถนนราวีอย่างง่ายดาย กิจวัตรของเขาถูกกำหนดไว้เป็นระบบที่แน่นอน เขามักจะเลือกเวลาเย็นก่อนที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะมารับลูกกลับบ้าน เขาสังเกตเด็กที่หิวโหย และมักจะเสนออาหารร้อนๆ สำหรับเหยื่อรายที่ 2 3 4 5 และรายต่อๆ มาที่ถูกพาทัวร์มายันต์บ้านหลังนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยรูปแบบเดิมและผลลัพธ์เดียวกัน จาเวดจะหลอกล่อให้เหยื่อที่หิวโหยนั่งลงและเผลอตัว ก่อนจะเข้าประชิดจากด้านหลังเพื่อใช้โซ่หรือสายไฟรัดที่ลำคออย่างรุนแรง เขาจะจ้องมองการดิ้นรนที่ค่อยๆ สงบนิ่งลงจนกระทั่งร่างกายของเด็กชายนิ่งไป เมื่อแน่ใจว่าลมหายใจขาดช่วงไปแล้ว เขาจะไม่เร่งจัดการกับร่างนั้นในทันที แต่จะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเขา นั่นคือการเก็บรักษาภาพจำของเหยื่อไว้ในรูปแบบของวัตถุที่เขาสามารถสัมผัสได้ เขาหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมา จัดท่าทางให้ร่างที่ไร้วิญญาณนั่งตัวตรงหรือนอนนิ่งบนพื้น จาเวดหมุนเลนส์เพื่อปรับโฟกัสให้ชัดเจนที่สุด เขาบันทึกภาพใบหน้าของเด็กชายในระยะใกล้ เขายืนยันว่าเขาได้ถ่ายภาพเก็บไว้ทั้งก่อนและหลังการจัดการร่างของเหยื่อแต่ละราย

[13:32]เมื่อกระบวนการจัดการร่างสมบูรณ์แบบแล้ว จาเวดจะลากร่างของเด็กชายไปที่ถังบรรจุกรดที่เปิดฝ้ารอไว้ เขาใช้มือสวมถุงมือยางหนาป้องกันสารเคมีกัดกร่อน แล้วหย่อนร่างนั้นลงไปในของเหลวใสที่พร้อมจะกัดกินทุกอย่าง เขาปิดฝาถังให้สนิทและรอคอยให้สารเคมีทำหน้าที่ของมัน กลิ่นฉุนรุนแรงของกรดผสมกับกลิ่นเน่าสลายเริ่มอบอวลอยู่ในอากาศภายในห้อง

[14:01]และเขาคอยสังเกตการณ์ดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในถังพลาสติกสีน้ำเงินใบนั้นอย่างจดจ่อ กลิ่นทางเคมีที่รุนแรงและแสบจมูกเริ่มเล็ดลอดออกมาจากช่องว่างของประตูบ้าน จนเพื่อนบ้านในละแวกนั้นเริ่มสังเกตเห็น เพื่อนบ้านคนหนึ่งที่เดินผ่านบ้านนี้เป็นประจำ เคยตั้งข้อสงสัยถึงที่มาของกลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้ เขาตัดสินใจลองถามจาเวดในวันที่พบกันหน้าบ้าน จาเวดหยิบมือจากการกวาดถนนและตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่าเขากำลังทำความสะอาดถังเก็บของและใช้สารเคมีเข้มข้นเพื่อกำจัดคราบสกปรก หลังจากคำตอบนั้น เขาก็หันกลับไปทำงานของเขาต่อโดยไม่แสดงท่าทีพิรุธใดๆ ชาวบ้านคนอื่นๆ จึงเลิกสงสัยและสรุปกันเองว่าเป็นเพียงกลิ่นจากการซ่อมแซมบ้านทั่วไป ทุกวันจาเวดยังเดินออกจากบ้านด้วยท่าทางสุขุม เขายังแวะซื้อหนังสือพิมพ์และอาหารเช้าเหมือนคนปกติทั่วไป ความปกติในพฤติกรรมและการทำตัวกลมกลืนกับสังคมรอบข้างทำให้ไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่า ภายใต้หลังคาที่เขาพำนักอยู่นั้น ปริมาณของสารตกค้างในถังกรดกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนภาพถ่ายในสมุดบันทึกของเขาที่หนาขึ้นทุกวัน สมุดเล่มนั้นถูกวางไว้บนชั้นวางหนังสือโดยที่ยังไม่มีใครมีโอกาสได้เปิดอ่านความลับที่บรรจุอยู่ภายใน ภายในห้องพักที่บ้านเลขที่ 16 เขาเปิดสมุดบันทึกเล่มหนาแล้วเริ่มเขียนบันทึก เขากำลังเคลื่อนไหวข้อมือเพื่อทดสอบความตึงของเชือกอยู่สองสามครั้ง เขาเขียนชื่อเล่น อายุ และวันที่ที่เด็กแต่ละคนก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ ข้อมูลของเหยื่อรายที่ 20 รายที่ 30 และรายที่ 40 ถูกจัดหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจน สำหรับเหยื่อรายที่ 50 จนถึงรายที่ 80 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้ดำเนินไปในรูปแบบที่ซ้ำเดิมเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา จาเวดจะออกไปล่อลวงเด็กเร่ร่อนจากสถานีรถไฟหรือตลาดนัด ด้วยข้อเสนอเรื่องอาหารร้อนๆ และที่พักอาศัยให้ เขาพาพวกเด็กเร่ร่อนกลับมาที่บ้าน แล้วลงมือกำหนดไว้อย่างแน่นหนา และจบลงด้วยผลลัพธ์เดียวกันในถังน้ำกรดหลังบ้านอยู่เสมอ ขั้นตอนการสังหารกลายเป็นกิจกรรมที่เขาทำได้อย่างเชี่ยวชาญ ไม่มีการขัดขืนที่รุนแรงจนเกินการควบคุม และไม่มีการตั้งคำถามจากเพื่อนบ้านรอบข้าง ความเงียบเชียบของกำแพงบ้านหลังนี้ ทำหน้าที่ปิดบังทุกอย่างไว้อย่างมิดชิด จนกระทั่งรายชื่อในสมุดบันทึกความตายเล่มนั้นเพิ่มขึ้นจนเกือบจะเต็มเล่ม ในอีกด้านหนึ่งของเมืองละฮอร์ เด็กชายคนหนึ่งเดินเข้าไปในสถานีตำรวจท้องที่ เขาพยายามเล่าเรื่องราวของชายแก่ใจดีที่มักจะวนเวียนอยู่แถวสถานีรถไฟ และชักชวนเพื่อนๆ ของเขาไปที่บ้านเพื่อหาอะไรกิน เด็กชายบอกว่าเพื่อนๆ ของเขาหลายคนหายไปหลังจากตามชายคนนั้นไป และเขาเองก็เกือบจะเดินตามไปเช่นกัน แต่ตำรวจเขาบอกให้เด็กออกไปเล่นที่อื่นและอย่ามากวนเวลาทำงาน พ่อและแม่ของเด็กเร่ร่อนเหล่านี้ไม่มีอำนาจพอที่จะกดดันให้เกิดการสืบสวน แต่ข้อมูลเรื่องชายใจดีกลับเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสนใจเลย จาเวดเดินเข้าออกร้านขายเคมีภัณฑ์ในตลาดบ่อยขึ้น จนเจ้าของร้านเริ่มจำใบหน้าของเขาได้ ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว กลิ่นแสบจมูกที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าจะลอยนำมาก่อน เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงกับพนักงานร้าน เพียงแค่ยื่นธนบัตรส่งให้แล้วรอรับถังเคมีชุดใหม่กลับมา ปริมาณกรดที่เขาต้องใช้ในแต่ละสัปดาห์เพิ่มขึ้นตามจำนวนรายชื่อเด็กชายที่หายไปจากสถานีรถไฟและสถานีขนส่งของเมืองละฮอร์ ในห้องครัวที่เขาดัดแปลงเป็นโรงงานกำจัดซากนั้น และถังพลาสติกสีฟ้าใบเดิมมันเริ่มทำงานหนักเกินกว่าที่มันจะรับไหว มันส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงปนกับกลิ่นฉุนของสารเคมีที่กัดกร่อนเนื้อเยื่อ จาเวดหยิบไม้กระดานแผ่นยาวที่เขาใช้คนศพในถังขึ้นมา พยายามกระทุ้งลงไปในท่อน้ำทิ้ง แต่ของเหลวหนืดข้นที่มีไขมันอุดตันอยู่กลับไหลย้อนกลับขึ้นมาจนนองเต็มพื้น ท่อระบายน้ำหลักของบ้านเริ่มเกิดการอุดตัน เนื่องจากเศษซากที่ไม่ละลายน้ำรวมตัวกันเป็นก้อนแข็งขวางทางเดินน้ำ จาเวดทุบพื้นปูนในห้องโถงกลางบ้านจนแตกออก และเขาเริ่มขุดหลุมลึก ลงไปในจุดที่ลับสายตาคนจากภายนอก พื้นที่ภายในบ้านเริ่มไม่เพียงพอต่อการทำลายหลักฐานด้วยวิธีทางเคมีเพียงอย่างเดียวแล้ว เขาเปลี่ยนวิธีการจากละลายซากทั้งหมดเป็นการฝังชิ้นส่วนที่กรดจัดการไม่ได้ลงใต้พื้นบ้าน หลุมที่ขุดขึ้นใหม่มีไว้รองรับกากตะกอนและกระดูกที่หลงเหลือจากถังกรด เขาทำงานอย่างเป็นระบบ ขุดดิน วางชิ้นส่วนลงไป แล้วเกลี่ยหน้าดินให้เรียบ ก่อนจะปิดทับด้วยเศษปูนตามเดิม ถุงพลาสติกสีดำหลายใบวางกองกันอยู่มุมห้อง ข้างในอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้า รองเท้าแตะเก่าของเหยื่อ สิ่งของเหล่านี้คือหลักฐานที่กรดกัดกร่อนไม่ได้ จาเวดมัดปากถุงอย่างแน่นหนา 2 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เศษดินหรือกลิ่นเล็ดลอดออกมา เขาแบกถุงเหล่านี้ขึ้นรถในยามค่ำคืน แล้วตระเวนขับไปตามจุดทิ้งขยะทั่วเมืองละฮอร์ เขาแวะตามกองขยะสาธารณะแล้วหย่อนถุงสีดำลงไปรวมกับขยะจากบ้านเรือนทั่วไป ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา โดยไม่มีใครเอะใจว่าในถุงนั้นมีกางเกงที่เด็กชายคนหนึ่งเคยสวมใส่ในวันสุดท้ายของชีวิต เขาทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกองขยะทั่วเมืองกลายเป็นที่เก็บงำร่องรอยส่วนที่เหลือของเหยื่อ จากนั้นเขาก็จดบันทึกรายชื่อลำดับที่ 90 จนถึง 98 พร้อมดีเทลการกระทำที่เขาทำกับเด็กแต่ละคนอย่างละเอียด ในกระดาษระบุทั้งชื่อ วัน เวลา และความโกรธแค้นที่เขามีต่อระบบกฎหมายปากีสถาน เขาก็พับกระดาษเหล่านั้นเก็บลงในลิ้นชักที่ล็อกกุญแจไว้อย่างดี ในนั้นไม่ได้มีแค่รายชื่อ แต่ในสมุดนั้น คือการประกาศผลงานที่เขารอวันเปิดเผยต่อชาวโลก จาเวดเขียนสรุปยอดจำนวนเด็กชายที่เขาพาเข้ามาในบ้านหลังนี้ทีละคน จนกระทั่งตัวเลขหยุดลงที่ 100 พอดี และเขาต้องการให้โลกได้รับรู้ในสิ่งที่เขาทำ และเหตุผลที่เขาลงมือทำมันลงไป เขากำลังจัดเตรียมห่อพัสดุ 2 กล่อง จาเวดหยิบรูปถ่ายของเด็กชายหลายสิบใบที่เขาเคยถ่ายเก็บไว้ก่อนการสังหารขึ้นมาวางเรียงกัน ภาพเหล่านั้นแสดงให้เห็นใบหน้าของเด็กที่ยิ้มบ้าง หรือทำหน้าซื่อๆ บ้าง ก่อนจะกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านในถังเคมี เขาหยิบรูปเหล่านั้นใส่ลงในซองจดหมายขนาดใหญ่ พร้อมกับสมุดและจดหมายที่เขาเพิ่งเขียนเสร็จ ในจดหมายระบุข้อความชัดเจนว่า เขาคือคนสังหารเด็กชายทั้ง 100 คนนี้ด้วยมือของตัวเอง เพื่อแก้แค้นสังคมที่เขาอ้างว่าเคยทำร้ายเขา เขาอ้างถึงเหตุการณ์ในปี 1990 ที่เขาเคยถูกตำรวจจับกุมในข้อหาล่วงละเมิดเด็ก ในครั้งนั้นเขาถูกซ้อมและถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็นธรรม จนทำให้แม่ของเขาต้องเสียน้ำตา เขาเขียนว่าความโกรธแค้นในวันนั้น คือเชื้อไฟที่ทำให้เขาวางแผนสังหารเด็ก 100 คน แทนตำรวจ 1 คนที่เคยทำร้ายเขา และเขาจะไม่หยุดจนกว่าจะครบล 100 ศพ เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เขาผูกใจเจ็บ จาเวดปิดผนึกซองจดหมาย พร้อมจ่าหน้าถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The News International และอีกฉบับส่งตรงถึงผู้บัญชาการตำรวจเมืองละฮอร์ เช้าวันต่อมาที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ในเมืองละฮอร์ พัสดุได้ส่งถึงบรรณาธิการ เมื่อซองถูกฉีกออก สิ่งที่พบคือสมุดบันทึกเล่มหนา และกองรูปถ่ายของเด็กที่ดูเหมือนเด็กเร่ร่อนทั่วไป บรรณาธิการอ่านข้อความในจดหมาย เนื้อหาข้างในบรรยายถึงวิธีการสังหารที่อำมหิต จนเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จาเวดเขียนอธิบายถึงการใช้กรดไฮโดรคลอริกในการสลายร่างของเหยื่อ จนไม่เหลือแม้แต่กระดูก เขายังให้รายละเอียดว่าเขาทิ้งเศษซากเหล่านั้นลงในแม่น้ำ และท่อระบายน้ำรอบๆ บ้านอย่างไร ในจดหมายไม่ได้มีเพียงแค่การสารภาพผิด แต่มันคือการประกาศชัยชนะเหนือระบบยุติธรรมที่เขาเกลียดชัง เขาเขียนว่า ในขณะที่ตำรวจกำลังควานหาตัวฆาตกร เขาก็บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว และตอนนี้เขาก็พร้อมที่จะให้ตำรวจไปดูหลักฐานที่เหลืออยู่ในบ้านของเขาเอง ย่อหน้าสุดท้ายของจดหมายฉบับนั้น ระบุพิกัดที่ตั้งไว้อย่างชัดเจนจนน่าตกใจ จาเวดเขียนที่อยู่ของบ้านบนถนนราวีเอาไว้บันทัดสุดท้าย พร้อมกับคำบอกใบ้ว่า ให้ไปดูในถังพลาสติกสีฟ้าที่วางอยู่ในห้องด้านในสุด และเขายังทิ้งท้ายไว้ว่า เขาได้ส่งจดหมายแบบเดียวกันนี้ไปให้กับทางตำรวจแล้วในเวลาที่ใกล้เคียงกัน

[22:52]ทันทีที่บรรณาธิการอ่านจบ เขาต่อสายตรงถึงสถานีตำรวจละฮอร์เพื่อแจ้งข่าวร้ายนี้ ในเวลาเดียวกัน ที่สถานีตำรวจ พัสดุอีกซองหนึ่งก็ถูกเปิดออก และสร้างความตระหนกให้กับเจ้าหน้าที่ไม่แพ้กัน ชื่อของจาเวด อิกบาล ถูกตรวจสอบในฐานข้อมูลอาชญากรรมทันที และพวกเขาก็พบว่านี่ไม่ใช่ชื่อของคนแปลกหน้า แต่เป็นคนที่เคยมีประวัติและเคยตกเป็นผู้ต้องหามาก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนรีบระดมกำลัง เพื่อมุ่งหน้าไปยังที่ระบุไว้ในจดหมายทันที โดยหวังว่าจะจับตัวฆาตกรรายนี้ได้ก่อนที่จะหลบหนีไป ต้นเดือนธันวาคม เมื่อขบวนรถตำรวจเลี้ยวเข้าสู่ถนนราวี และหยุดลงที่หน้าบ้านเลขที่ 16 เจ้าหน้าที่พบว่าประตูบ้านถูกล็อคสนิทจากด้านนอก พวกเขาพังประตูเข้าไปแล้วเริ่มตรวจทุกห้อง

[23:50]สิ่งที่พบคือถังพลาสติกสีน้ำเงิน เสื้อผ้าเด็กนับร้อยชิ้น และกลิ่นกรดที่ยังคงอยู่ แต่จาเวดไม่ได้อยู่ในบ้าน ตำรวจเริ่มการค้นหาทั่วเมืองละฮอร์ทันที จาเวดได้ส่งจดหมายฉบับนั้น ในจังหวะที่เขามั่นใจว่าเขาจะสามารถเดินออกจากที่นั่นได้อย่างลอยนวล ก่อนเสียงไซเรนจะดังขึ้น พยานในละแวกนั้นไม่มีใครเห็นว่าเขาออกไปตอนไหน หรือไปกับใคร ทิ้งให้ตำรวจต้องเผชิญหน้ากับหลักฐานชิ้นสำคัญที่เขาทิ้งไว้ดูต่างหน้า ในบ้านที่เขาเรียกว่าโรงงานสังหาร และนี่คือจุดเริ่มต้นของการไล่ล่าฆาตกรต่อเนื่องที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ปากีสถาน หลังจากตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านเบื้องต้น และไม่พบตัวจาเวด ทีมชุดสืบสวนนำโดยทาริกเปอร์เวส กลับเข้ามาตรวจค้นบ้านเลขที่ 16 อีกครั้งอย่างละเอียดในวันเดียวกัน เพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานทางนิติเวชศาสตร์ สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือถังพลาสติกสีน้ำเงินขนาดใหญ่ 2 ใบ ตั้งอยู่กลางห้องโถง ผิวถังมีคราบเกลือ และรอยกัดกร่อนของกรดไฮโดรคลอริกเป็นทางยาว เมื่อเจ้าหน้าที่ใช้ไม้เขี่ยเปิดฝาถังออก กลิ่นฉุนรุนแรงก็ทวีความเข้มข้นขึ้นจนแทบหายใจไม่ได้ ภายในถังบรรจุของเหลวสีดำที่มีลักษณะหนืดข้นเหมือนน้ำโคลน ที่ก้นถังเหล่านั้นมีเศษซากบางอย่างตกตะกอนอยู่ เจ้าหน้าที่ได้นำขึ้นมาตรวจสอบ มันคือชิ้นส่วนสีขาวขุ่นที่ถูกกัดกร่อนจนขรุขระ บางชิ้นมีรูปทรงโค้งมนคล้ายกะโหลกศีรษะขนาดเล็กที่ยังละลายไม่หมด ชิ้นส่วนกระดูกมือและนิ้วที่แตกหักกระจายตัวอยู่ในน้ำสีดำนั้น เป็นหลักฐานชัดเจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในภาชนะพลาสติกเหล่านั้น ภายในห้องถัดไป เจ้าหน้าที่พบกองเสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่ถูกจัดวางไว้มุมห้องอย่างเป็นระเบียบเกินกว่าจะเป็นขยะ กองเสื้อผ้าเหล่านี้ประกอบด้วยเสื้อเชิ้ตตัวเล็ก กางเกงขาสั้นและเสื้อยืดที่มีลวดลายการ์ตูนที่เหลือลัง ตำรวจเริ่มทำการนับจำนวนเสื้อผ้าทีละชิ้น ชุดแล้วชุดเล่าถูกแยกออกมาวางเรียงบนพื้น จนกระทั่งตัวเลขทะลุผ่านหลักร้อย ทุกชุดมีร่องรอยการใช้งานจนเปื่อยยุ่ย บางตัวยังมีรอยคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ที่คอเสื้อ ใกล้กันนั้นมีกองรองเท้าแตะและรองเท้าผ้าใบขนาดเล็กนับร้อยคู่ถูกวางซ้อนกันอยู่ รองเท้าบางคู่ยังมีเศษดินติดอยู่ที่พื้น บ่งบอกว่าเจ้าของของมันเพิ่งสวมใส่เดินบนท้องถนน ก่อนจะหายตัวเข้ามาในบ้านหลังนี้ เจ้าหน้าที่ใช้กล้องถ่ายรูปบันทึกภาพเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐาน เมื่อเดินลึกเข้าไปถึงกำแพงด้านในสุด สายตาของเจ้าหน้าที่หยุดลงที่แผ่นกระดาษ และรูปถ่ายจำนวนมากที่ถูกแปะไว้ด้วยเทปเก่า มันคือหอจดหมายเหตุของความตาย รูปถ่ายของเด็กชายในชุดพื้นเมืองสีสันต่างๆ ถูกติดเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ บางรูปมีข้อความเขียนด้วยลายมืออยู่ใต้ภาพ ระบุชื่อ อายุ และวันที่ที่พวกเขาเสียชีวิต จาเวด อิกบาลไม่เพียงแต่ฆ่า แต่เขายังบันทึกรายละเอียดของเหยื่อแต่ละรายไว้ราวกับเป็นสมุดสะสมแต้ม บนโต๊ะไม้ใกล้ๆ กัน มีสมุดบันทึกเล่มหนาวางอยู่ หน้ากระดาษแต่ละหน้าเต็มไปด้วยรายชื่อของเด็กชายที่ถูกขีดฆ่าทิ้งด้วยหมึกสีแดง ตำรวจเปิดผ่านหน้าแล้วหน้าเล่าจนถึงลำดับที่ 100 ซึ่งเป็นรายชื่อสุดท้ายที่ถูกบันทึกไว้ การตรวจสอบดำเนินต่อไปในห้องครัวขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยขวดพลาสติกเปล่าของกรดไฮโดรคลอริกวางกองอยู่ เจ้าหน้าที่พบกระเป๋านักเรียนเก่าๆ หลายใบที่ถูกทิ้งไว้ในตู้เก็บของ บางใบยังมีสมุดวาดเขียนและดินสอไม้หักๆ หลงเหลืออยู่ข้างใน ทุกตารางนิ้วของบ้านเลขที่ 16 เต็มไปด้วยร่องรอยของเด็กชายที่เคยผ่านเข้ามา และไม่เคยได้ออกไปอีกเลย ทาริก เปอร์เวส สั่งการให้เจ้าหน้าที่กั้นพื้นที่รอบบ้าน และเริ่มลำเลียงถังบรรจุสารเคมีออกไป เพื่อตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด ภาพถ่ายของจาเวด อิกบาล จากหลักฐานในบ้านถูกคัดลอกและแจกจ่ายไปยังทุกสถานีตำรวจในเมืองละฮอร์ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ใบหน้าของชายวัยกลางคนถูกแปะไว้ตามเสาไฟฟ้า ป้ายรถเมล์ และหน้าสถานีตำรวจทั่วเมือง เจ้าหน้าที่ไล่เรียงดูประวัติอาชญากรรมเก่าๆ พบว่าเขาเคยถูกจับข้อหาล่วงละเมิดเด็กมาก่อน แต่นั่นก็นานมาแล้ว ข้อมูลที่พักพิงล่าสุดนอกจากบ้านหลังที่เกิดเหตุ ก็เลือนรางเหลือเกิน ตำรวจเริ่มต้นด้วยการระดมกำลังเข้าตรวจค้นบ้านของพี่น้อง และญาติในย่านชาร์จบัก พี่ชายของเขาเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง ก่อนจะปฏิเสธทุกความเกี่ยวข้องทุกอย่าง เขาอ้างว่าไม่ได้ติดต่อกับจาเวดมานานหลายปีแล้ว และไม่ต้องการรับรู้ว่าน้องชายไปทำอะไรไว้ ข่าวฆาตกรต่อเนื่อง 100 ศพแพร่กระจายไปทั่วปากีสถานราวกับไฟลามทุ่ง ส่งผลให้สายโทรศัพท์ที่สถานีตำรวจดังไม่หยุดตลอด 24 ชั่วโมง พลเมืองดีหลายคนรายงานว่าพบเห็นชายหน้าตาคล้ายจาเวดเดินอยู่ในตลาดกลางเมืองละฮอร์ บางคนบอกว่าเห็นเขาขึ้นรถเมล์สายเหนือ เจ้าหน้าที่รีบรุดไปยังที่ได้รับแจ้งทุกแห่ง ตรวจสอบใบหน้าของผู้โดยสารในรถบัสทุกคันที่มุ่งหน้าออกจากเมือง แต่ผลที่ได้กลับเป็นเพียงชายที่มีโครงหน้าคล้ายกันเท่านั้น ข้อมูลเท็จเหล่านี้ทำให้ทรัพยากรของตำรวจถูกใช้ไปอย่างมหาศาล ขณะที่ตัวจริงของจาเวดยังคงหลบซ่อนอยู่ในเงามืดอย่างแยบยล จาเวดใช้ประโยชน์จากระบบการขนส่งที่วุ่นวายของปากีสถาน เขาเลือกที่จะเดินทางด้วยรถบรรทุกขนส่งสินค้าที่มักจะรับผู้โดยสารข้างทางเพื่อรายได้เสริม ชายร่างสันถัดในชุดกามิสีหม่น และมีผ้าคลุมไหล่ปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง นั่งอยู่บนกระบะหลังรถบรรทุก เขาไม่สบตากับใคร และไม่ออกปากพูดตลอดการเดินทางอันยาวนาน เมื่อถึงจุดพักรถริมทาง เขาจะเลือกนั่งในมุมมืดที่สุดของเพลิงขายน้ำชา สั่งน้ำชา 1 กา และขนมปัง 1 แผ่น ที่พักของเขาไม่ใช่โรงแรมที่มีการจดชื่อผู้เข้าพัก แต่เป็นบ้านพักราคาถูกของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน หรือการนอนค้างแรมตามมัสยิดที่เปิดรับคนเดินทาง เขาย้ายที่อยู่ทุกๆ 2 วัน ไม่เคยปักหลักอยู่ที่ใดนานพอที่ชาวบ้านจะเริ่มสงสัยในพฤติกรรมความสันโดษของเขา เจ้าหน้าที่ตำรวจขยายขอบเขตการค้นหาไปยังเมืองกุจรานวาราและเซียวคอร์ หลังมีรายงานว่าเขามีคนรู้จักอยู่ที่นั่น การเข้าตรวจค้นโกดังเก็บสินค้าและโรงงานขนาดเล็กดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่เดินตรวจตราตามตรอกซอกซอย สอบถามเจ้าของร้านค้าเล็กๆ เกี่ยวกับชายที่มาซื้ออาหารเพียงลำพังในช่วงค่ำคืน บางแห่งพบบ่อแสว่ามีชายลักษณะคล้ายเขา เพิ่งออกจากพื้นที่ไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนตำรวจจะมาถึง ความรู้สึกของการไล่ล่าที่ไล่ตามหลังเพียงก้าวเดียวเริ่มสร้างความตึงเครียดให้กับชุดทำงาน ทาริกเปอร์เวสได้รับจดหมายลึกลับอีกฉบับที่ส่งถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ในเนื้อความระบุว่า เขาจะจบชีวิตตัวเองลงในแม่น้ำราวีเพื่อหนีความผิด ตำรวจระดมกำลังนักประดาน้ำและกู้ภัยลงพื้นที่ค้นหาในแม่น้ำทันที พวกเขาพบเพียงขยะและเศษซากวัตถุแปลกปลอม แต่ไม่มีร่องรอยของมนุษย์แม้แต่เสื้อผ้าชิ้นเดียว การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของจาเวดเริ่มสร้างความหวาดกลัวไปทั่วสังคม ผู้ปกครองหลายคนไม่กล้าปล่อยให้ลูกออกมาวิ่งเล่นข้างนอก แม้ในเวลากลางวัน ความล้มเหลวในการจับกุมชายที่เป็นเจ้าของคดีสะเทือนขวัญที่สุดในประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยด่างพร้อยของกรมตำรวจ ทุกครั้งที่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยผิดตัว หนังสือพิมพ์จะประโคมข่าวถึงความไร้ประสิทธิภาพ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนต้องเปลี่ยนแผงการทำงานเป็นการเฝ้าจุดตรวจสำคัญตามรอยต่อระหว่างเมืองอย่างเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่จาเวดยังคงเดินปะปนไปกับฝูงชนในเมืองที่เขาแทบจะไม่เป็นที่สังเกตเห็น เขาเลือกที่จะหยุดความเคลื่อนไหวชั่วคราว และกบดานอยู่ในย่านที่เต็มไปด้วยคนเร่ร่อนและผู้ใช้แรงงานอพยพ ซึ่งที่นั่นไม่มีใครสนใจใคร และใบหน้าของคนแปลกหน้า เช้าวันที่ 30 ธันวาคม ปี 1999 ในขณะที่ตำรวจทั่วปากีสถานกำลังพลิกแผ่นดินตามล่าชายที่ถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ภาพสเก็ตช์ของเขา ถูกแปะไว้ตามเสาไฟฟ้าและสถานีตำรวจทุกแห่ง แต่ในความวุ่นวายนั้น ชายคนหนึ่งก้าวเท้าเข้ามาในอาคารด้วยท่าทางที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เขาเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ พนักงานสาวเงยหน้าขึ้นมองตามหน้าที่ ก่อนจะถามว่ามาติดต่อเรื่องอะไร ชายคนนั้นไม่ได้ตอบในทันที เขาบอกว่ามาเพื่อพบนกข่าวและต้องการมอบตัว พนักงานสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยจึงถามชื่อของเขา ชายคนนั้นตอบกลับมาว่า ผมชื่อจาเวด อิกบาล คนที่พวกคุณกำลังพาดหัวข่าวถึงมาตลอดหลายสัปดาห์นี้ พนักงานต้อนรับหยุดชะงัก แล้วหลังจากนั้นพนักงานรีบต่อสายตรงถึงกองบรรณาธิการและแจ้งตำรวจในเวลาต่อมา ในระหว่างรอคอยการมาถึงของเจ้าหน้าที่ นักข่าวบางคนเริ่มเดินออกมาจากสำนักงานเพื่อแอบดูชายคนนี้จากระยะไกล บางคนหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพ จาเวดไม่ได้หลบกล้อง เขาเพียงแค่พยักหน้าให้พนักงานคนหนึ่งและขอน้ำดื่ม 1 แก้ว ด้วยท่าทางที่ดูสุภาพจนน่าประหลาดใจ ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงไซเรนของรถตำรวจหลายคันดังสนั่นมาจากถนนด้านหน้าอาคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุธครบมือวิ่งกรูกันเข้ามาในห้องโถงด้วยท่าทางระแวดระวัง พวกเขาคาดว่าจะต้องเผชิญกับการต่อสู้ หรือการขัดขืนที่รุนแรงจากชายที่สังหารคนมานับร้อย แต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคือชายคนหนึ่งที่ค่อยๆ วางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ แล้วยืนขึ้นชูมือทั้งสองข้างเหนือหัวอย่างช้าๆ จาเวดให้เจ้าหน้าที่เข้ามาประชิดตัวและสวมกุญแจมือโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เขายอมให้ตำรวจค้นตัวและลากเขาออกไปสู่รถที่จอดรออยู่ด้านนอก ในขณะที่เขากำลังถูกผลักเข้าไปในเบาะหลังของรถตำรวจ ฝูงชนและนักข่าวเริ่มรุมล้อมเข้ามาเพื่อเก็บภาพประวัติศาสตร์ รถตำรวจเคลื่อนตัวออกไปจากสำนักงาน ภายในห้องสอบสวน จาเวดไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัว หรือเหนื่อยล้าจากการถูกคุมขัง มือทั้งสองข้างประสานกันวางนิ่งอยู่บนโต๊ะสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจนั่งอยู่ตรงข้าม เตรียมสมุดจดและเครื่องบันทึกเทปไว้พร้อม เมื่อการสอบถามเริ่มต้น จาเวดไม่ได้รอให้ถูกซักไซ้เข้มงวด เขาก็เริ่มปริปากพูด แล้วเริ่มเล่าถึงขั้นตอนการปลิดชีวิตเด็กชายแต่ละคนด้วยรายละเอียดที่ชัดเจนเกินกว่าที่คนทั่วไปจะทนรับไหว แล้วเขาก็สาธิตวิธีการฆ่าด้วยการจับเชือกไนลอนที่เขามักใช้เป็นเครื่องมือหลัก จาเวดอธิบายว่าการรัดคอไม่ใช้แค่การออกแรงดึง แต่คือการวางตำแหน่งเงื่อนให้กดลงที่เส้นเลือดใหญ่ข้างลำคอพอดี เขาบรรยายถึงจังหวะการดิ้นรนของเหยื่อที่ค่อยๆ สงบลงในเวลาไม่กี่นาที เขาไม่ได้เอ่ยถึงเสียงร้องขอชีวิต หรือน้ำตาของเด็กๆ แต่กลับพุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์ เขาอธิบายว่า หลังจากเหยื่อแน่นิ่งสนิทแล้ว เขาจะทิ้งร่างนั้นไว้สักพักเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว ก่อนจะเริ่มกระบวนการถัดไป ที่เขาเตรียมการมาอย่างดีในห้องหลังบ้าน เมื่อบทสนทนาขยับไปถึงเรื่องถังพลาสติกสีน้ำเงินใบใหญ่ จาเวดอธิบายเรื่องการใช้กรดไฮโดรคลอริก เขาบอกปริมาณสัดส่วนของกรดที่ต้องเทลงไปเพื่อให้ท่วมร่างของเด็กที่มีน้ำหนักต่างกัน เขาพูดถึงระยะเวลาที่ต้องรอคอยเพื่อให้กรดกัดกร่อนเนื้อเยื่อจนกลายเป็นของเหลวสีเข้ม จาเวดเน้นย้ำเรื่องความสำคัญของการปิดฝาถังให้สนิท เพื่อไม่ให้กลิ่นกำมะถัน และกลิ่นเนื้อไหม้เล็ดมาข้างนอก จนเพื่อนบ้านสงสัย เขาบรรยายขั้นตอนการคนของเหลวในถังเพื่อให้กระดูกย่อยสลายได้เร็วขึ้น เขามองว่านี่คือกระบวนการจัดการวัตถุที่เขาทำจนเกิดความชำนาญและเป็นระบบ ตำรวจนายหนึ่งขัดจังหวะด้วยคำถามถึงความรู้สึกผิดต่อเด็กเหล่านั้น จาเวดเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับว่า เขาเรียกเด็กชายเร่ร่อนเหล่านั้นว่าขยะสังคมที่ไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องการ ไม่มีรัฐบาลไหนจะยื่นมือมาช่วย

[37:05]และไม่มีใครสังเกตเห็นเมื่อพวกเขา สูญหายไป เขาบอกว่าเขาแค่กำลังทำหน้าที่ทำความสะอาดเมืองละฮอร์ ด้วยการกำจัดสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ตาม เขาอ้างว่าเขาได้ช่วยลดภาระให้กับโลกใบนี้ ด้วยการเปลี่ยนเด็กที่ไร้อนาคตให้กลายเป็นของเหลวที่ไหลลงท่อระบายน้ำไปเสียให้สิ้นซาก การยืนยันเป้าหมาย 100 ศพของเขา ไม่ใช่เรื่องของการทำลายล้างเพื่อความสะใจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประชดประชันต่อสังคม ที่เขามองว่าเน่าเฟะไม่แพ้ตัวเขาเอง จาเวดหยิบปากกาหมึกซึมจากมือตำรวจมาถือไว้ เขาขอแผนที่เมืองละฮอร์ฉบับละเอียดมาวางกลางบนโต๊ะ ปลายนี้ของเขาไล่ไปตามตรอกซอกซอยในย่านราวี และพื้นที่ใกล้เคียง เขาทำเครื่องหมายกากบาทสีดำลงบนจุดที่เขานำของเหลวที่เหลือจากการย่อยสลายศพไปเททิ้ง เขายังจำได้แม้กระทั่งว่าจุดไหนคือท่อระบายน้ำทิ้งหลัก และจุดไหนคือท่อระบายน้ำเสียข้างถนนที่เชื่อมไปยังแม่น้ำราวี เขาอธิบายว่าเขาเลือกช่วงเวลากลางคืนดึกสงัด ในการลากถังพลาสติกออกมาเททิ้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นคราบสีดำที่ไหลซึมลงสู่พื้น เขามองดูเจ้าหน้าที่ใช้ไม้หยั่งลงไปในท่อระบายน้ำ เพื่อเก็บตัวอย่างดินเลนที่ผสมคราบกรดอย่างสงบ

[38:54]ทุกคำสารภาพที่พรั่งพรูออกมาตลอดการสอบสวน ได้รับการยืนยันด้วยหลักฐานทางกายภาพที่หลงเหลืออยู่ในท่อระบายน้ำใต้เมืองละฮอร์ คราบสารเคมีที่กัดกร่อนฝาท่อจนแหว่งวิ่นคือเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่จาเวดเล่าไม่ใช่เรื่องโกหก แต่เป็นบันทึกการสังหารหมู่ที่ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบในใจกลางเมือง จาเวดยืนจ้องมองไปยังช่องมืดของท่อระบายน้ำนั้นเป็นเวลานาน ก่อนจะถูกคุมตัวกลับไปยังรถบริเวณด้านหน้าอาคารศาลเมืองละฮอร์ ถูกปิดล้อมด้วยกลุ่มคนจำนวนมหาศาลที่มารวมตัวกันตั้งแต่เช้าตรู่ หลายคนสวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่งตามฐานะของคนหาเช้ากินค่ำ เมื่อรถเรือนจำเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ เสียงตะโกนสาปแช่งเริ่มดังระงม มือหลายคู่ทุบลงบนตัวถังรถที่สั่นสะเทือน ตำรวจต้องใช้กระบองดันร่างของผู้คนที่โกรธแค้นออกไป พอที่รถจะแล่นผ่านเข้าไปยังประตู ด้านหลังได้ ในนาทีที่ประตูรถเปิดออก จาเวด อิกบาล ก้าวเท้าลงมาด้วยท่าทางที่ดูสงบนิ่งจนผิดปกติ เขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัวต่อเสียงตะโกนไล่หลังที่เรียกเขาว่าปีศาจ เขาทำเพียงแค่มุ่งหน้าสู่ห้องพิจารณาคดี ภายในห้องพิจารณาคดี จาเวดถูกนำตัวเข้าไปนั่งในคอกจำเลย ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นจ้องมองไปยังโต๊ะของผู้พิพากษาอัลเลาะห์บัชรันชา โดยไม่เหลียวมองกลุ่มญาติเหยื่อที่นั่งอยู่แถวหลัง ซึ่งส่งเสียงสะอื้นและเสียงสาปแช่งอยู่เป็นระยะ เจ้าหน้าที่ศาลเริ่มจัดวางสิ่งของลงบนโต๊ะไม้ตัวยาวทีละชิ้น มันคือหลักฐานที่ถูกรวบรวมมาจากบ้านเลขที่ 16 ถนนราวี อัยการหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมา มันเป็นภาพของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่เคยปรากฏอยู่ในรายการคนหาย เขาวางมันลงตรงหน้าผู้พิพากษา แล้วเริ่มอ่านรายละเอียดจากบันทึกที่ระบุวันที่ เวลา และวิธีการที่เด็กคนนี้ถูกกำจัดทิ้ง จาเวดฟังถ้อยคำเหล่านั้นด้วยใบหน้าเฉยเมย ขั้นตอนการนำเสนอหลักฐานดำเนินไปอย่างช้าๆ อัยการใช้เวลาขยายรายละเอียดในสมุดบันทึก ซึ่งจาเวดเขียนถึงความแค้นที่เขามีต่อระบบยุติธรรม และการล้างแค้นผ่านเด็กๆ เหล่านี้ เมื่อถึงช่วงเวลาที่ศาลเปิดโอกาสให้จำเลยได้กล่าวคำให้การ เขาไม่ได้ว่าจ้างทนายความเพื่อสู้คดีในเชิงเทคนิค แต่เขากลับเลือกที่จะยืนยันในสิ่งที่เขาเคยเขียนไว้ในจดหมายก่อนหน้านี้ เขากล่าวเพียงประโยคสั้นๆ ว่า เขาพร้อมที่จะรับโทษตามสิ่งที่เขาได้ทำลงไป และไม่ได้แสดงท่าทีเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้เพียงนิดเดียว ภายในห้องพิจารณาคดีที่เมืองละฮอร์ ผู้พิพากษาเริ่มอ่านคำวินิจฉัย เขาไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเลขที่ 16 ถนนราวี รายละเอียดของหลักฐานที่พบในถังบรรจุกรด และบันทึกในไดอารี่ถูกหยิบยกขึ้นมาตอกย้ำความผิดทีละข้อ ผู้พิพากษาใช้เวลาครู่ใหญ่ ในการปูพื้นฐานทางกฎหมาย ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสำคัญที่สุดของการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนในห้องโถง ต่างรอคอยคำพิพากษา ที่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกระบวนการยุติธรรมในปากีสถาน คำตัดสินถูกประกาศออกมา ผู้พิพากษาอ่านบทลงโทษที่แทบไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีอยู่จริงในศตวรรษนี้ จาเวด อิกบาล ถูกตัดสินให้รับโทษประหารชีวิต ด้วยวิธีการเดียวกันกับที่เขาได้กระทำต่อเหยื่อทั้ง 100 ราย คำสั่งระบุว่า เขาจะต้องถูกนำตัวไปยังสวนสาธารณะ มีนาอี ปากีสถาน ต่อหน้าสาธารณชนและต่อหน้าพ่อแม่ของเด็กที่เสียชีวิต เขาจะต้องถูกรัดคอด้วยเชือกจนสิ้นใจ จากนั้นร่างของเขาจะต้องถูกตัดออกเป็น 100 ชิ้น และชิ้นส่วนเหล่านั้นจะถูกโยนลงในถังบรรจุกรดเพื่อให้ละลายไป เหมือนกับที่เขาทำกับร่างของเด็กเร่ร่อนเหล่านั้นไม่มีผิดเพี้ยน เป็นการใช้หลักการตาต่อตา ฟันต่อฟันที่เคร่งครัดและรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในศาลยุคใหม่ ทันทีที่สิ้นเสียงคำตัดสิน กลุ่มพ่อแม่ของเหยื่อบางคน ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความสะใจ ความโกลาหลเริ่มขยายตัวออกไปนอกห้อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเสริมกำลังเพื่อคุมตัวจำเลยออกไปนอกพื้นที่ บทลงโทษที่แปลกประหลาดนี้เริ่มกระจายออกสู่สื่อมวลชนที่รออยู่ด้านนอกในเวลาเพียงไม่กี่นาที สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งเมืองละฮอร์ และกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในระดับสากลแทบจะทันที ในขณะที่คำตัดสินสร้างความพึงพอใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย แต่ก็มีองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ กลับเริ่มเคลื่อนไหวด้วยการส่งหนังสือคัดค้านอย่างรุนแรง บรรดานักกฎหมายเริ่มออกมาตั้งคำถามถึงความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าวิธีการประหารที่ระบุในคำตัดสินนั้น ขัดต่อหลักมนุษยธรรมและกฎหมายพื้นฐานของประเทศ การที่ศาลสั่งให้มีการทำลายศพในลักษณะนั้น ถือเป็นความโหดร้ายที่เกินกว่าขอบเขตของกระบวนการยุติธรรมจะพึงมี เสียงจากทนายความสิทธิมนุษยชน ดังระงมตามหน้าสื่อโทรทัศน์ พวกเขาเรียกร้องให้มีการอุทธรณ์ เพื่อเปลี่ยนวิธีการลงโทษให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล แม้ว่าตัวจำเลยจะเป็นผู้ก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ตาม จาเวด อิกบาล ถูกนำตัวกลับไปยังเรือนจำท่ามกลางการคุ้มกันที่เข้มงวดกว่าเดิมหลายเท่า เขาถูกส่งเข้าสู่ห้องขังเดี่ยว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เดินตรวจตราหน้าห้องขังของเขาแทบจะทุก 10 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้เขาชิงฆ่าตัวตาย ก่อนที่คำพิพากษาจะได้รับการตรวจสอบจากศาลฎีกา จาเวดทำได้เพียงแค่รอคอยการยื่นอุทธรณ์ที่ทนายของเขา พยายามดำเนินการเพื่อยื้อชีวิตออกไป ในห้องขังนั้นไม่มีเสียงสะท้อนของความแค้นหรือความเสียใจ มีเพียงความเงียบงันที่เข้าปกคลุมร่างของชายผู้กำลังรอคอยว่า ความตายในรูปแบบเดียวกับเหยื่อของเขานั้นจะมาถึงเมื่อใด

Need another transcript?

Paste any YouTube URL to get a clean transcript in seconds.

Get a Transcript