[0:00]นี่ทุกคนอยากรู้กันมั้ย ไฟฟ้าที่เราใช้ๆ กันอยู่ทุกวันเนี้ยมันมีที่มาจากไหน มาจากฟ้าหรือว่ามาจากคนกันแน่ สวัสดีค่ะ อยู่กับ Channel Point of View ค่ะ ทุกวันนี้เนี่ยนะคะแทบทุกกิจกรรมในชีวิตของเราเนี่ยเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าทั้งนั้นเลยค่ะ ว่าแต่ทุกคนอยากรู้กันมั้ยว่าไฟฟ้าที่เราใช้ๆ กันอยู่เนี่ยมันมีที่มาจากไหนกันแน่ มันลอยอยู่แล้วในอากาศ มนุษย์แค่ไปหยิบลงมาใช้ หรือว่ามนุษย์สามารถประดิษฐ์ไฟฟ้าขึ้นมาใช้เองได้นะคะ วันเนี้ยววิก็เลยเก็บรวบรวมเอาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับไฟฟ้ามาเล่าให้ทุกคนฟังแล้วค่ะ ถ้าพร้อมจะฟังเรื่องราวที่ทั้งสนุกและได้สาระกันแล้วก็ไปฟังกันเลยค่ะ
[0:36]ทุกคนรู้มั้ยคะว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เราอ่ะ ถึงจะเพิ่งผลิตไฟฟ้าได้ แต่เรารู้จักไฟฟ้ามานานมากแล้วนะคะ เป็นพันๆ หมื่นๆ ปีแล้วค่ะ เพราะว่าในยุคเริ่มแรกของอารยธรรมมนุษย์เนี่ย เขารู้จักในฐานะพลังงานอะไรบางอย่างที่ลอยอยู่บนฟ้าแล้วเป็นพลังงานที่น่าสะพรึงกลัวนะคะ เอามาเป็นรูปแบบตำนาน นิทาน เป็นเทพเจ้าบ้างนะคะ และบอกเลยว่ามนุษย์ยุคโบราณเนี่ยนะคะ เขาไม่ได้มองไฟฟ้าว่าแบบเป็นตำนานอย่างเดียว แต่เขามองว่านี่คือพลังงานที่มีอยู่จริง มีอยู่บนฟ้า แต่มันมีอยู่ในอย่างอื่นด้วย ชาวอียิปต์เนี่ยไปเจออยู่ในแม่น้ำไนล์ ในปลาชนิดหนึ่ง แล้วเขาก็เรียกปลาชนิดนี้เรียกว่าสายฟ้าแห่งแม่น้ำไนล์นะคะ ชาวอียิปต์เขาไปเจอกับปลาไหลไฟฟ้า เขาก็มีการเอาสิ่งเนี้ยมาใช้งานด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในอียิปต์ ในกรีก ในโรมันเขาก็พยายามมารักษาโรคต่างๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโรคลมชัก โรคเก๊า ส่วนไฟฟ้าชนิดถัดไปที่มนุษย์รู้จักเนี่ยนะคะ ก็คือไฟฟ้าสถิตย์ค่ะ ที่นักปราชญ์ชาวกรีกคนนึงนะคะ ชื่อว่า Thales of Miletus เนี่ยเขาเป็นคนสังเกตเห็น คือเขาสังเกตว่าเอ๊ะก้อนอำพันที่ฉันมีอยู่เนี่ยทำไมฝุ่นมันถึงมาติดได้ ในขณะที่อย่างอื่นเนี่ยมันไม่ติด มันก็ไม่ได้เหนียวไม่ได้อะไรนี่ แต่ตอนนั้นน่ะเขาเข้าใจผิดทุกคน เพราะเขาเข้าใจว่ามันจะต้องเป็นแรงจากแม่เหล็กแน่ๆ นะคะ อย่างไรก็ตามนะคะมันก็เห็นแหละว่า อ่ะ มนุษย์เริ่มรู้จักพลังงานไฟฟ้าและ แต่มนุษย์เนี่ยก็ยังไม่มีชื่อเรียกพลังงานนี้โดยตรงค่ะ ก็จะเรียกแบบตรงๆ ไปเลยว่าเหตุตรงไหนนะ เป็นสายฟ้า ฟ่าฟาดนะคะ จนกระทั่งมาช่วง 1,600 ค่ะ ถึงจะมีคนตั้งชื่อพลังงานนี้ นะคะ เป็นหมอประจำตัวของ Queen Elizabeth ที่ 1 ที่ชื่อว่า William Gilbert ค่ะ คือเขาสังเกตแล้วก็ศึกษาจริงๆ จังๆ เลยนะคะว่าอำพันกับแท่งแก้วที่มีเนี่ย ถ้าเอาผ้าขนสัตว์ไปถูๆ เอ๊ะมันดูดนั่นดูดนี่ได้ แต่ถ้าสมมุติว่าไม่เอาผ้าขนสัตว์มาถู อุ๊ย มันดูดไม่ได้อ่ะ เขาก็เลยคิดว่ามันจะต้องมีแรงอะไรบางอย่างเนี่ยมาเกี่ยวข้องนะคะ และเขาอ่ะเรียกแรงนี้ว่า Electricus นะคะ ซึ่งคำเนี้ยจะเป็นที่มาที่ไปของคำว่า Electricity ที่แปลว่าไฟฟ้าที่เราใช้ๆ กันอยู่ทุกวันนี้แหละ ซึ่งที่มาของชื่อเนี่ยก็ได้ไอเดียมาจากชื่อก้อนอำพันภาษากรีกนะคะ จากการทดลองของเขา จากการศึกษาของเขาแบบจริงๆ จังๆ เนี่ย มันเป็นการเปิดโลกยุคใหม่นะคะ มันทำให้คนในยุคสมัยนั้นน่ะสนใจเรื่องพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะไฟฟ้าสถิตย์นะคะ คนก็สงสัยว่าในเมื่อมันเกิดมาแล้ว เราสามารถกักเก็บมันไว้ได้มั้ย แรกๆ อ่ะเขาเข้าใจผิดกันว่าอุ๊ย พลังงานนี้มันจะต้องเป็นของเหลวอะไรบางอย่างที่เรามองไม่เห็นแน่ๆ มันก็เลยนำมาสู่การประดิษฐ์ไหเลย์เดน คือตอนนั้นน่ะมันมีคนลองเอาแผ่นโลหะบางๆ เนี่ยมาห่อไหที่บรรจุน้ำ แล้วก็ค้นพบว่าเฮ้ย มันสามารถกักเก็บประจุจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสถิตย์ได้นะ แปลว่านักวิทยาศาสตร์หลังจากนั้นน่ะก็ใช้ไหเลย์เดนกันสนุกเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่นให้คนน่ะจับมือต่อๆ กันนะ แล้วก็ปล่อยไฟฟ้าเบาๆ จากไหเลย์เดนใส่คนแรกปุ๊บ ปรากฏว่าไฟวิ่งปู๊ดไปถึงคนสุดท้ายอย่างเงี้ย มันก็เป็นการทดลองยุคสมัยนั้นที่คนพยายามจะเข้าใจไฟฟ้าค่ะ แต่ตอนนั้นน่ะมันก็ยังไม่มีอะไรสำคัญเพราะว่ามันยังไม่มีใครสามารถเอาไฟฟ้าแบบในอากาศมาใช้ได้ หรือว่ามนุษย์ยังไม่สามารถสร้างไฟฟ้าจริงๆ ขึ้นมาได้นะคะ วงการไฟฟ้าเนี่ยนะคะมาเปลี่ยนเอาจริงๆ จังๆ เมื่อ Benjamin Franklin เข้ามายุ่งกับวงการนี้ นะคะ หลายคนรู้จัก Benjamin Franklin ในฐานะบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา แต่หลายคนก็จะรู้จัก Benjamin Franklin จากการทดลองเรื่องไฟฟ้านี่แหละ คือมันมีคนสงสัยมานานแล้วว่า เอ๊ะ ไฟฟ้าสถิตกับไฟบนฟ้าเนี่ยมันเกี่ยวข้องกันมั้ย Benjamin Franklin เนี่ยเป็นคนแรกค่ะที่ทำการทดลองแล้วก็อธิบายว่ามันเกี่ยวข้องกันจริงๆ ได้นะคะ ซึ่งวิธีการของเขานะคะก็จะใช้ว่าวค่ะ เอาพวงกุญแจโลหะเนี่ยไปผูกกับสายป่านนะ หลังจากนั้นเอาสายป่านอีกด้านหนึ่ง ผูกกับไหเลย์เดน แล้วก็เอาว่าวเนี่ยไปปล่อยลอยขึ้นไปบนฟ้า ในช่วงเวลาที่มันกำลังจะเกิดพายุฝนค่ะ ย้ำว่าไม่ใช่กลางฝน ปรากฏว่ามันเกิดฟ้าผ่ากุญแจนะคะ หลังจากนั้นไฟมันวิ่งปื๊ดเข้ามาที่ไหเลย์เดนค่ะ มันก็เลยกลายเป็นการพิสูจน์นะคะว่าอุ๊ย ไฟฟ้าที่อยู่บนฟ้ากับไฟฟ้าสถิตย์เนี่ยมันสิ่งเดียวกันนี่หน่า เขาก็เอาความรู้นี้ไปทำสายล่อฟ้า บอกเลยว่ามีประโยชน์มากๆ กับการสร้างอาคารสูงค่ะ และพอเกิดการทดลองนี้ขึ้นนะคะ วงการวิทยาศาสตร์ก็เริ่มคิดกันแล้วว่า อุ๊ย ตอนนี้เราเห็นไฟจากฟ้าและสามารถเอามากักเก็บได้แล้วนะ เราสามารถสร้างไฟฟ้าเองได้รึเปล่า ซึ่งในปี 1780 เนี่ยนะคะ ก็มีคนๆ นึงสร้างได้สำเร็จค่ะ คือนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีนะคะ ชื่อว่า Luigi Galvani ค่ะ คือเขาอ่ะค้นพบโดยบังเอิญนะคะว่ากบสร้างไฟฟ้าได้ ตอนที่เขากำลังสอนกายวิภาคด้วยซากกบอยู่ นะคะ เขาก็อ่ะชี้โน่นชี้ นี่ให้นักศึกษาดู เอาโลหะจิ้มไป 2 ข้าง ปรากฏว่ากบที่ตายไปแล้วเนี่ย ขามันกระตุกปึกขึ้นมาค่ะ เขาก็เลยบอกว่าอุ๊ย นี่แหละไฟฟ้าวิ่งผ่านกบสามารถสร้างไฟฟ้าได้ แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นความเชื่อที่ผิดนะคะ คือมันเกิดไฟฟ้าขึ้นจริงๆ แต่ว่ามันไม่ได้เกิดจากกบทุกคน ความเชื่อเนี้ยมีคนมาอธิบายก็คือ Alessandro Volta เขาได้ยินเรื่องของ Luigi แล้วเขาก็เอ๊ะๆ ว่าทำไมถึงสร้างไฟฟ้าได้จากกบล่ะ เขาพยายามหาคำอธิบายนะคะ แล้วเขาก็สรุปออกมาได้ว่าอ๋อ ไฟฟ้ามันไม่ได้เกิดจากกบ มันเป็นเรื่องบังเอิญเฉยๆ เพราะว่า Luigi เนี่ยดันเอาโลหะ 2 อันที่เป็นโลหะคนละชนิดอ่ะไปจิ้มกบ แล้วในกบมันมีของเหลวอยู่ มันก็เลยนำไฟฟ้านะคะ ถ้าสมมุติว่าเราลองเอาโลหะที่ถูกต้อง 2 ชนิดที่ต่างกันไปจิ้มของเหลวอะไรบางอย่างเนี่ย มันน่าจะสร้างไฟฟ้าได้นะ Volta ก็เลยทดลองเพิ่มนะคะโดยการเอาเหรียญเงินเนียวางไว้บนลิ้น แล้วก็เอาเหรียญทองแดงวางไว้ใต้ลิ้น ปรากฏว่าเขารู้สึกถึงรสเค็มนะคะ แล้วก็รู้สึกว่าลิ้นกระตุก แอะ เหมือนโดนไฟฟ้า เขาก็เลยเอาความรู้เนี้ยไปประดิษฐ์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าโวลตาอิกไพล์นะคะ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อแบตเตอรี่ไฟฟ้านั่นเองค่ะ ซึ่งนี่ถือว่าเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชนิดแรกของโลกเลยนะคะ ที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีค่ะ ดังนั้นคนในยุคหลังเขาก็เลยตั้งชื่อหน่วยวัดไฟฟ้าว่าโวลต์เป็นเกียรติให้กับคุณ Volta นี่แหละ หลังจากนั้นนะคะวงการไฟฟ้าก็บันเทิงขึ้นค่ะ มีคนพยายามคิดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบต่างๆ นะคะ โดยเฉพาะคนนึงที่ดังมากก็คือ Michael Faraday ค่ะ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษนะคะ เขาก็สังเกตว่าเอ๊ะ ไฟฟ้ากับแม่เหล็กเนี่ยมันดูมีความแบบเกี่ยวๆ กันนะ จนในที่สุดนะคะ เขาก็ค้นพบการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าในปี 1821 ค่ะ ตัววิธีของเขานะคะ ก็คือการเอาขดลวดเนี่ยมาหมุนๆๆ ระหว่างแม่เหล็ก 2 อันนะคะ จนกระทั่งเกิดการเหนี่ยวนำแล้วมันก็ผลิตไฟฟ้าออกมาได้ค่ะ แต่ตรงนี้วิขอไม่ใช่อธิบายนะคะทุกคน เดี๋ยวจะวิจ๋าเกินไป จากการทดลองนี้ของ Michael Faraday ที่ถือว่าเป็นแบบบิดาแห่งไฟฟ้าเลยอ่ะ ก็ทำให้มีนักวิทยาศาสตร์อีกคนนึงนะคะ ได้รับ inspiration แล้วก็เอาไปประดิษฐ์ต่อจนกระทั่งได้มาเป็นไดนาโม ที่แบบเอาไว้ปั่นไฟในที่สุดค่ะ ซึ่งนี่คือแบบต้นแบบของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในปัจจุบันเลยนะคะ ตรงนี้ฟังคร่าวๆ ไปก่อนนะเพราะว่า Faraday ก็คิดเครื่องปั่นไฟเหมือนกัน คนนี้ก็คิด คนนู้นก็คิด คือมันคิดพร้อมๆ กันว่าอย่างนั้นเถอะ แต่ว่าตัวเนี้ยคือตัวที่เวิร์คที่สุดแล้วก็กลายมาเป็นไดนาโมนะคะ จริงๆ ต้องบอกว่าหลังจาก Faraday เริ่มคิดการเหนี่ยวนำไฟฟ้าขึ้นมา มันไม่ใช่แค่การประดิษฐ์ไดนาโมนะ แต่ว่าวงการไฟฟ้าคือบันเทิงเลยค่ะ มีนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังคิดนั่นคิดนี่กันเต็มไปหมดเลย อย่างคนนึงเนี่ยนะคะก็คือ Andre Ampere ค่ะ ที่เขาอ่ะมาอธิบายเกี่ยวกับไฟฟ้ากับแม่เหล็ก จนทุกวันเนี้ยในที่สุดเราเอาชื่อ Ampere มาใช้เป็นหน่วยไฟฟ้าไปอีกอ่ะ แล้วก็จะมี Georg Ohm มาอธิบายนั่นอธิบายนี่ เราก็มีหน่วย Ohm ไปอีกนะคะ จะเห็นว่าเริ่มมีคนกระโดดเข้ามาเล่นในสนามเกี่ยวกับไฟฟ้าเต็มไปหมดเลยค่ะ แต่ว่าไฟฟ้าในยุคนั้นเนี่ยยังใช้เรื่องเคมีเป็นหลัก เพราะว่าไอ้การเหนี่ยวนำเนี่ยมันก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้แหละ แต่ว่ามันได้น้อยมากจนเหมือนให้รู้แค่ว่ามันได้อ่ะทุกคน แต่ว่ามันยังไม่สามารถผลิตไฟแบบเอามาใช้รันเครื่องจักรหรือมาทำอะไรได้นะคะ คืออย่างมากที่สุดนะในยุคแรกๆ อ่ะมันก็ได้แค่อำมาส่งรหัสมอร์สอ่ะค่ะ อ้าวในเมื่อการเหนี่ยวนำไฟฟ้าเนี่ยมันต้องเกิดจากการหมุนเร็วๆๆๆ แล้วเราจะทำยังไงจะได้หมุนขดลวดให้เร็วกว่านี้ มันจะได้ผลิตไฟฟ้าให้เอามาใช้งานได้จริงๆ ซักที จะให้นั่งเอาอมือหมุนปิ๊วๆๆๆๆ มันก็ไม่ทันใช่มั้ย หรือจะเอาคนมาแบบปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ เอานู๋มาปั่นจากมันก็ไม่ใช่เรื่องใช่ป่ะ ตอนนี้เนี่ยนะคะนักประดิษฐ์เขาก็เลยคิดกันว่าเขาจะต้องทำยังไงดีที่จะสร้างเครื่องปั่นไฟที่มันสามารถหมุนได้ตัวเองได้นะคะ ซึ่งพอคิดเสร็จเมื่อไหร่เนี่ยก็จะเข้าสู่ช่วงที่แบบไฟฟ้าแมสละ มีนักประดิษฐ์เอาไฟฟ้าไปทำนู่นทำนี่ต่อนะ Thomas Alva Edison, Nikola Tesla ก็จะเถียงกันเรื่องไฟฟ้ากระแสตรง กระแสสลับเป็นแบบสงครามไฟฟ้าเลยที่วิเคยเล่าเอาไว้แล้วนะคะ อันนี้ขอไม่ไปเล่าละเอียดเนาะ แต่เราจะมาดูตรงนี้ดีกว่าค่ะว่าแล้วเขาเอาอะไรมาหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของเขา นะคะ มันก็จะเริ่มมีตั้งแต่ที่มีคนน่ะเอาม้ามาหมุนให้ม้าเดินๆๆ ไปแล้วก็หมุนเครื่องปั่นไฟนะคะ แต่ว่าม้ามันก็คือม้าค่ะ มันก็เหมือนกับการเอาคนมาหมุนหรือว่าเอานู๋มาปั่นจากแหละ มันก็ยังเป็นสัตว์ มันยังมีเวลาต้องพักต้องอะไรนะคะ ดังนั้นคนเราก็ยังต้องคิดวิธีอื่นต่อไปค่ะ มนุษย์เราอ่ะรู้จักการเอาพลังงานไอน้ำมาใช้ตั้งแต่งยุคก่อนหน้านี้แล้วใช่มั้ย มันก็เลยมีคนคิดว่าในเมื่อเราเอากังหันไอน้ำมาขยับเครื่องคนอื่นๆ ได้ ทำไมเราถึงจะเอากังหันไอน้ำมาหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไม่ได้นะคะ แล้วพอเขาเอาพลังไอน้ำมาใช้ในการหมุนกังหันแล้วเอากังหันไปหมุนเครื่องปั่นไฟเนี่ย ไฟฟ้ามันก็แมสขึ้นมาได้จริงๆ ค่ะ อย่างในปี 1882 เนี่ยนะคะ ก็จะมีการตั้งสถานีจ่ายไฟ Pearl Street Station ที่ New York ก็ใช้วิธีการปั่นไฟแบบนี้แหละ ซึ่งคอนเซ็ปต์เนี่ยต้องบอกว่าปัจจุบันนี้เรายังใช้ไอน้ำในการผลิตไฟฟ้ากันอยู่นะคะ อย่างโรงไฟฟ้าที่เราเห็นๆ กันอยู่เนี่ยส่วนหนึ่งก็ยังเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน คือหาอะไรซักอย่างมาเป็นเชื้อเพลิงทำให้น้ำร้อนแล้วก็เกิดไอน้ำ แล้วเอาไอน้ำไปหมุนกังหันผลิตไฟฟ้านี่แหละค่ะ เขาก็จะต้องใช้ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หินน้ำมัน น้ำมัน หรือว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลใดๆ นะคะในการทำความร้อนให้ได้ไอน้ำมากพอไปผลิตไฟฟ้าค่ะ ซึ่งแน่นอนว่านี่คือหนึ่งในวิธีที่ใช้ผลิตไฟฟ้าได้แบบเยอะๆๆ เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ามากๆ แล้วก็เป็นไฟฟ้าราคาถูกนะคะ และเนี่ยคือวิธีการผลิตไฟฟ้าหลักที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบันค่ะ ถึงวิธีการผลิตไฟฟ้าแบบนี้ นะคะ มันจะมีข้อดีคือให้พลังงานที่เสถียร แต่ทุกคนรู้มั้ยว่าปัญหาของมันคือไอ้เรื่องความร้อนที่ใช้ทำไฟฟ้านี่แหละ เพราะว่ากว่าจะจุดไฟติดให้มันร้อนพอผลิตไอน้ำได้เนี่ยนะคะ มันต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมงเลยค่ะ แล้วมันยังต้องใช้พลังงาน ใช้เชื้อเพลิงเนี่ยเยอะมากๆ นะคะ ไม่งั้นมันก็ไม่พอ ดังนั้นพอแบบจุดติดขึ้นมาทีนึงละจะไปจุดๆ ดับๆ มันก็ไม่ได้ ก็คือผลิตยาวไปเลยนะคะทั้งวันทั้งคืน ปีนึงนี่หยุดเพื่อตรวจแบบตรวจเช็คสภาพแค่ซักครั้งเดียวก็พอค่ะ เพื่อให้เชื้อเพลิงที่มันจุดไปแล้วเนี่ยเกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเองนะคะ และบอกเลยว่าโรงไฟฟ้าพลังความร้อนเนี่ยนะคะ ไม่ใช่ว่าจะไปตั้งอยู่ตรงไหนก็ได้นะ แต่ว่าเขาก็ต้องเลือกที่ตั้งให้มันเหมาะด้วย ต้องไปตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เพราะว่ามันต้องใช้น้ำปริมาณมากเลยอ่ะในการระบายความร้อน แล้วก็เพื่อความสะดวกเขาจะได้ขนส่งเชื้อเพลิงมาทางน้ำได้ค่ะ นอกจากนี้ก็ต้องไม่อยู่ในแนวเปลือกโลก เพราะเดี๋ยวแผ่นดินไหวโรงไฟฟ้ามีปัญหา ต้องไม่อยู่ใกล้ร่องมรสุม แล้วก็ต้องไม่อยู่ไกลจากแหล่งที่จะใช้ไฟฟ้ามากเกินไปด้วยค่ะ เพราะว่าถ้าเกิดอยู่ไกลกว่าจะขนส่งไฟฟ้าไปมันก็เสียไฟระหว่างทางเปลืองไงคะ โรงไฟฟ้าแบบเนี้ยผลิตไฟได้ดี ผลิตไฟได้เยอะ แต่มันไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมไง มันส่งผลกระทบต่อโลกของเรานะ จะผลิตแบบนี้ไปในระยะยาวมันก็คงไม่เหมาะ ตรงข้ามกับไฟเลยนะคะพลังงานอีกอย่างนึงที่มนุษย์ใช้มานานมากๆ ตั้งแต่สมัยโบราณและก็คือพลังน้ำค่ะ ซึ่งคอนเซ็ปต์ของการใช้กังหันพลังน้ำปั่นไฟเนี่ยนะ มีคนคิดมาตั้งแต่เป็นช่วงทดลองในปี 1880 และ แล้วก็มาเริ่มใช้ผลิตไฟฟ้ากันจริงจังนะคะในปี 1881 ซึ่งที่แรกก็คือที่น้ำตกในแองการ่า ที่รอยต่อระหว่างแคนาดากับสหรัฐอเมริกา นั่นเองค่ะ ก่อนที่เขาจะพัฒนาต่อนะคะ กลายมาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำเต็มรูปแบบในปี 1882 ค่ะ ปัจจุบันบอกเลยว่าการใช้พลังน้ำผลิตไฟเนี่ยเป็นหนึ่งในวิธีที่เราใช้กันเยอะเลยทั่วโลก เพราะว่าโลกของเรามีน้ำเยอะอยู่แล้วนะคะ ซึ่งแน่นอนว่าการจะผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำเนี่ยแปลว่ามันต้องมีแหล่งน้ำก่อน และมันต้องเป็นพื้นที่เก็บน้ำที่เป็นขนาดใหญ่มากๆ นะคะ ดังนั้นมันก็เลยหนีไม่พ้นเขื่อนหรือว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่นะคะ คือจริงๆ ต้องบอกว่าเขื่อนเนี่ยนะคะจุดมุ่งหมายในการสร้างมันขึ้นมาเนี่ย ส่วนมากมันไม่ได้มีไว้เพื่อผลิตไฟฟ้าหรอกค่ะ แต่วว่ามันมีเอาไว้ในการจัดการน้ำนะคะ เช่น อ้า ตอนนี้น้ำเยอะต้องกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง อันนี้ต้องกักน้ำเอาไว้ไม่ให้น้ำหลากลงไปเจอคนน้ำท่วมน้ำท่วม ต้องเก็บน้ำเอาไว้ผลิตน้ำประปา ต้องเก็บน้ำจืดเอาไว้ผลักดันน้ำเค็มเวลาที่น้ำเค็มมันขึ้นมามากเกินไป ส่วนการผลิตไฟฟ้าเนี่ยมันเหมือนกับผลพลอยได้ที่ได้จากการสร้างเขื่อนค่ะ ก็คือปกติเวลาที่เขื่อนเขาปล่อยน้ำเนี่ย มันจะต้องมีเขื่อนงี้ใช่มั้ย แล้วน้ำมันจะต้องไหลจากที่สูงลงที่ต่ำค่ะ ดังนั้นแทนที่เขาจะปล่อยไว้เฉยๆ เขาก็เอากังหันไปรอง เวลาที่น้ำมันไหลลงมามันก็หมุนกังหัน กังหันก็ไปหมุนเครื่อง เครื่องก็ผลิตไฟฟ้า ก็คือผลิตไฟฟ้าได้โดยที่ไม่รบกวนน้ำกินน้ำใช้จากเขื่อนเลยนะคะ วิธีเนี้ยการผลิตไฟฟ้าไม่มีปัญหาอะไร ไม่ได้รบกวนสิ่งแวดล้อม แต่ตัวที่มีปัญหาคือตัวเขื่อนสร้างขึ้นมาค่ะ เพราะว่าบริเวณที่เขื่อนมันไปตั้งเนี่ยมันจะทำให้พื้นที่ป่าสูญหายไปแล้วมันก็จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำแทนไง เรียกได้ว่ามีประโยชน์มากนะคะ แต่ก็มีอะไรที่ต้องสูญเสียไปเพื่อให้เกิดขึ้นเหมือนกันค่ะ ส่วนพลังงานอีกอย่างนึงที่ เราเห็นเยอะเหมือนกันนะ ก็คือพลังงานจากลม เพราะว่าอ่ะกังหันลมเนี่ยก็เป็นอะไรที่มนุษย์เราใช้มานานแสนนานแล้วนะคะ ซึ่งต่อมาเนี่ยนะถึงพลังน้ำกับพลังความร้อนเนี่ยจะดูเป็นวิธีการผลิตไฟฟ้าที่น่าจะฮิตกว่านะคะ แต่ว่าในช่วงปลายๆ ปี 1800 ถึงต้น 1900 เนี่ยนะคะ พลังงานลมเนี่ยก็จะไปฮิตในพวกฟาร์มที่ห่างไกลนะคะ นึกภาพเมืองนอกที่แบบอื้อหือพื้นที่เขาใหญ่มากๆ แล้วมันอยู่ไกลกันมากจริงๆ อ่ะ จะให้ไปใช้ถ่านหินในบ้านตัวเองมันก็คงไม่เหมาะ แล้วจะให้สร้างเขื่อนในบ้านมันก็ไม่ใช่ทุกที่ที่เหมาะจะสร้างเขื่อน นึกออกป่ะ ดังนั้นตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าเนี่ยอื้อ ง่ายสุด ฮิตสุดนะคะ แต่ว่าไฟฟ้าพลังลมก็มาแผ่วลงในช่วงประมาณทศวรรษที่ 1930 ค่ะ เพราะว่าเทคโนโลยีของมนุษย์เนี่ยพัฒนา ดังนั้นลากสายไฟมาก็ง่ายกว่าตั้งกังหันใช้ลมผลิตไฟฟ้า นะคะ ซึ่งพลังลมเนี่ยถ้าพูดในแง่สิ่งแวดล้อมคือไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยนะ แต่ปัญหาคือลมมันเอาแน่เอานอนไม่ได้ ต่อให้มีเครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น มีคนต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ถ้าใช้วิธีการเหล่านี้ มนุษย์เราก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอแหละ แต่ปัญหาคือผลที่ตามมาจากการผลิตไฟฟ้าเนี่ยนะคะ มนุษย์เราเนี่ยเริ่มเอ๊ะๆ แล้วว่า เฮ้ย มันมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนะ เราจะผลิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้แล้ว เราต้องจัดการอะไรบางอย่างนะคะ ต้องบอกว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เราเนี่ยรู้มานานแล้วนะคะว่าการกระทำต่างๆ ของเรา มันปล่อยคาร์บอน ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศก็คือรู้มาตั้งแต่ช่วงปี 1800 และ แต่คนน่ะยังไม่รู้สึกอะไรค่ะ ถึงขนาดที่ในช่วงปี 1890 เนี่ยนะ คนเขายังเฮกันอยู่เลยว่าอ๋อ ผลิตคาร์บอนออกมากลายเป็นก๊าซเรือนกระจกโลกร้อน โลกร้อนขึ้นก็ดีสิ ทุกวันนี้นะหนาวจะแย่อยู่แล้ว เพราะว่าคนที่ไปเจออ่ะ มันคือคนเมืองหนาวค่ะ กว่ามนุษย์เราจะมารู้สึกนะคะว่าโลกร้อนขึ้นเนี่ยมันไม่ดีเนี่ย ก็ช่วงแบบปี 1950 ไปแล้วอ่ะ แล้วก็มารู้สึกจริงๆ เลยนะว่า เฮ้ย น่ากลัวแล้วก็คือหลังปี 1988 นะคะ เพราะว่านักวิชาการหลายคนน่ะบอกเลยว่าฤดูร้อนปี 1988 เนี่ยคือจุดเปลี่ยนที่แบบเรากลับไปไม่ได้แล้ว เพราะนี่คือแบบช่วงที่โลกร้อนที่สุดแบบ New High เลยค่ะ แล้วผลที่ตามมาคือเริ่มมีภาวะแล้งไฟไหม้ป่านู่นนี่นั่น คนก็รู้สึกแล้วว่า เฮ้ย มันไม่ใช่อุณหภูมิอุ่นขึ้นเฉยๆ อากาศอุ่นขึ้น แต่มันคือมีผลกระทบต่อชีวิตของเราและ หลังจากนั้นนะคะคนก็เลยหันมาพูดเรื่องโลกร้อนกันมากขึ้นค่ะ เริ่มมีแบบ อ่ะ พิธีสารเกียวโตในปี 1997 เริ่มตกลงกันว่าทำยังไงดี เราจะลดการปล่อยคาร์บอนนู่นนี่นั่น หรือเริ่มมีแบบข้อตกลงปารีส เพื่อที่จะกำหนดเลยนะว่า เฮ้ย แต่ละประเทศเราจะต้องปล่อยคาร์บอนยังไง อะไรยังไง นะคะ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดที่เขาคุยๆ กันไปเรื่องโลกร้อนเนี่ย มันกระทบกับวิธีคิด วิธีผลิตไฟฟ้าของมนุษย์แน่ๆ ค่ะ เพราะว่านะ พลังงานความร้อน ถ่านหิน เขาก็เลยต้องไปคิดกันนะคะว่าเราจะมีวิธีการผลิตไฟฟ้ายังไงบ้างให้มันปล่อยคาร์บอนออกมาน้อยลง ทีนี้ตัดภาพมาที่ประเทศไทยเรานะคะ ประเทศไทยเราก็ไปร่วมการประชุมอะไรต่างๆ กับเขามาด้วย โดยเฉพาะ COP 26 ที่เพิ่งจะไปมาไม่นานนี้ นะคะ ดังนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหรือว่า กฟผ. เนี่ยนะคะก็เลยประกาศบอกว่า กฟผ. จะเป็น EGAT Carbon Neutrality นะคะภายในปี 2050 ค่ะ ซึ่งมันก็จะอยู่ภายใต้หลักการของการสร้างสมดุลนะคะ ระหว่างต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แล้วก็ความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ นะคะ ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือว่า AEDP ค่ะ พูดง่ายๆ ก็คือหลังจากเนี้ยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะหาวิธีผลิตไฟฟ้าที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด แต่ก็ยังต้องคิดถึงเรื่องค่าไฟด้วยนะคะ เพราะว่าถ้าใช้พลังงานสะอาดล้วนๆ เนี่ยด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันนะคะ ค่าไฟก็คือจะแพงมากๆ เลยค่ะ ดังนั้นตอนนี้เขาก็กำลังหาจุดสมดุลตรงนี้ให้เจอ นะคะ เราจะเห็นว่า กฟผ. เนี่ยพยายามจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้พลังงานสะอาด เพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดคาร์บอนให้กับคนไทย พัฒนานวัตกรรมพลังงานไฟฟ้า ให้ความสำคัญกับการป้องกันแล้วก็แก้ไขปัญหา ตั้งต้นทางจนถึงปลายทางของกระบวนการผลิตไฟฟ้าเลยค่ะ ที่เขาเรียกว่า Green and Clean นะคะ ซึ่งสิ่งที่เขาจะนำมาใช้นะก็คือการผลิตไฟฟ้าแบบพลังงานหมุนเวียนค่ะ ซึ่งจะเป็นพลังงานที่ใช้ไม่หมดนะคะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ แล้วมันก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติรอบๆ ตัวเราไง อย่างทุกวันเนี้ย กฟผ. เขาเห็นเลยนะว่าเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อ่ะ อุ๊ย มันไปไกลมากแล้ว แผงโซล่าเซลล์เนี่ยนะจากแต่ก่อนแพงมากๆ ตอนนี้มันมีแนวโน้มราคาลดลง แต่การจะผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ปริมาณมากๆ เนี่ยนะคะ มันต้องใช้พื้นที่แบบอื้อหือ กว้างใหญ่มากค่ะ ดังนั้น กฟผ. นะคะเขาก็ไปดูว่า เอ๊ะ ตรงไหนมีพื้นที่เยอะๆ บ้างนะ เขาก็พบว่ามันมีพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำที่อ่ะตัวอ่างเก็บน้ำเขาก็เอาไปใช้อะไร แต่ว่าบริเวณผิวน้ำเนี่ยมันเป็นพื้นที่กว้างใหญ่มาก เขาก็เลยเอาพื้นที่ของอ่างเก็บน้ำเนี่ยนะคะมาใช้ประโยชน์โดยการทำโซล่าเซลล์เนี่ยไปลอยน้ำไว้ด้านบนค่ะ มันก็จะเป็นการผลิตไฟฟ้าแบบควบคู่กันไปเลย บนผิวน้ำเนี่ยก็ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ไปนะคะ ส่วนตรงเขื่อนเนี่ยก็ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำไปค่ะ เขาจะเรียกสิ่งนี้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หรือว่า โซล่าเซลล์ลอยน้ำไฮบริด ถือว่าเป็นต้นแบบของโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดแบบผสมผสาน นะคะ ระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง แล้วก็ทำงานร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำของ กฟผ. ที่มีอยู่เดิมอยู่แล้วค่ะ เป็นการใช้ทรัพยากรแล้วก็โครงสร้างพื้นฐานของเขื่อนที่มีอยู่แล้วเนี่ยอย่างเต็มประสิทธิภาพ นะคะ ซึ่ง กฟผ. เนี่ยเขาก็มีแผนแล้วนะว่า เดี๋ยวเขาจะสร้างในทุกเขื่อน กฟผ. ที่มีทั่วประเทศเลย ทีเนี้ยประเด็นก็คือพลังงานหมุนเวียนเนี่ยถึงมันจะ เป็นพลังงานสะอาดนะคะ แต่มันก็มีข้อจำกัดของมันเหมือนกัน คือมันไม่เสถียร มันไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลา นะคะ อย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือว่าพลังลมเนี่ย ไม่มีแดดไม่มีลมก็ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ ขนาดบ้านเราเนี่ยนะแดดดีๆ ที่บอกว่าอุ๊ย แดดแรงขนาดนี้ต้องได้ไฟฟ้าเยอะแน่ๆ รู้มั้ยว่าต่อวันเนี่ยเราสามารถผลิตไฟฟ้าได้จากแสงแดดเมืองไทยแค่ 4-5 ชั่วโมงเองนะคะ อย่างไรก็ตามพลังงานหมุนเวียนเนี่ยมันก็เป็นสิ่งที่ดี มันเป็นพลังงานสะอาดไงเราก็อยากใช้อยู่ดี มันก็เลยนำมาสู่แนวทางเลือกใหม่ๆ ที่ กฟผ. เขาก็เอาเข้ามาใช้ค่ะ ที่สามารถทำให้พลังงานหมุนเวียนเนี่ยผลิตไฟฟ้าได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้นนะคะ ให้เพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้าของคนไทยด้วย ซึ่งทางออกเนี่ยก็จะมีหลายวิธีเลยนะ หนึ่งในนั้นนะคะก็คือการใช้ระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ BESS นะคะ Battery Energy Storage System ค่ะ คือมันก็เป็นแบตเตอรี่อ่ะมีหน้าที่สะสมแล้วก็กักเก็บพลังงานส่วนเกินที่ผลิตออกมาได้ เอาไว้ นะคะ มันมีช่วงที่ผลิตได้เยอะใช่มั้ย ผลิตได้เยอะเกินใช้ก็อ่ะเอามาเก็บเอาไว้ในแบตเตอรี่ แล้วในช่วงเวลาที่ต้องการที่มันผลิตไฟฟ้าได้น้อยก็อ่ะเอาจากแบตเตอรี่กลับไปใช้ นะคะ แต่แบตเตอรี่อ่ะมันก็ยังมีความไม่สะดวกอยู่บ้างอ่ะคือมันต้องคอยเติมทุกวัน คอนเซ็ปต์ก็คือจะคล้าย Power Bank นะคะ แต่ปัจจุบันเขาก็ลองใช้กันอยู่ มีอยู่ที่ชัยภูมิแล้วก็ลพบุรีค่ะ นอกจากนี้เขาก็คิดวิธีอื่นอีก ก็จะมีระบบกักเก็บพลังงานด้วยพลังงานขนาดใหญ่ นะคะ Energy Storage System หรือว่า ESS ค่ะ คือเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับนะ ระบบนี้จะใช้วิธีสร้างอ่างเก็บน้ำ นะคะ ไว้ด้านบนกับด้านล่าง คือที่ผ่านมาเวลาใช้อ่างเก็บน้ำสร้างไฟฟ้า มันก็คือปล่อยน้ำลงมาฟุ้ม แล้วมันก็ไปเลย ไหลไปทะเลเลย นะคะ ทีเนี้ยพอปล่อยน้ำลงมาแทนที่มันจะไหลวุ้บไปถึงทะเลเลย มันก็จะมาอยู่ที่อ่างเก็บน้ำอันย่อยข้างล่างก่อนค่ะ ซึ่งในตอนกลางวันเนี่ยคนใช้ไฟเยอะ ก็อ่ะก็ปล่อยน้ำลงมาสร้างไฟ สร้างไฟไปนะ ส่วนพอตอนกลางคืน คนใช้ไฟน้อย ไฟมันเหลือใช่ป่ะที่ผลิตมา ก็ใช้ไฟตัวเนี้ยดึงน้ำ สูบน้ำ นะคะ จากอ่างเก็บน้ำข้างล่างกลับไปที่อ่างเก็บน้ำข้างบน เพื่อที่ว่าน้ำตรงเนี้ยก็จะได้ปล่อยกลับลงมาใหม่แล้วก็ผลิตไฟฟ้าได้ต่อไปนะคะ ไม่ต้องเสียน้ำปล่อยลงทะเลไปถ้าสมมุติว่าคนยังไม่ต้องการใช้น้ำตอนนั้น นะคะ ซึ่งโรงไฟฟ้าแบบสูบกลับเนี่ยนะคะปัจจุบันก็จะอยู่ที่เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จังหวัดนครราชสีมา และมีแผนจะสร้างที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิค่ะ ทั้ง 2 โครงการนะคะทั้ง BESS ทั้ง ESS เนี่ยก็จะเข้ามาช่วยผลิตไฟฟ้าเสริม นะคะ ในช่วงเวลาที่พลังงานหมุนเวียนเนี่ยมันไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อการใช้ค่ะ มันก็จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าของประเทศเราเนี่ยมีความมั่นคงมากขึ้น นะคะ แถมยังเป็นพลังงานสะอาดอีกด้วยค่ะ นอกจากเนี้ยทุกวันนี้ กฟผ. เขาก็ยังพยายามศึกษาเรื่องเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่นๆ อยู่ อีกนะคะ เช่นการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนแล้วก็แอมโมเนีย มาเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน หรือว่า CCUS ก็คือเทคโนโลยีที่แบบไหนๆ การผลิตใดๆ มันก็เกิดคาร์บอนใช่มั้ย แทนที่เราจะปล่อยคาร์บอนพู่วววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววอววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววรวมีวววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววตวตัวอย่างเช่นเมื่อจะให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเอกสาร คุณอาจพูดว่า ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยนโยบาย EGAT Carbon Neutrality 2050 เดี๋ยวเราจะพาทุกคนไปดูว่า ถ้าเกิดว่าเราลดการใช้พลังงาน หรือว่าเราพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ในการผลิตไฟฟ้าให้ดีขึ้นแล้ว



