[0:09]ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่คนน้อยนักที่จะได้อ่านและเข้าใจรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แล้วเราจะปฏิรูปประเทศกันได้อย่างไรถ้าเรายังไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญ รายการของเราจะหยิบยกเนื้อหายากๆ ในรัฐธรรมนูญมาพูดคุยแลกเปลี่ยนให้เข้าใจกันได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องปีนกระไดฟัง ง่ายๆ บ้านๆ ในรายการ รัฐธรรมนูญ กลางแปลง หลังจากที่เราได้พูดคุยกันเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมาแล้วในหลายๆประเด็นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสำรวจสภาพปัญหาของสังคมไทย การร่างรัฐธรรมนูญ สถาบันทางการเมือง ระบบการเลือกตั้งและพรรคการเมือง องค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบต่างๆ รวมถึงสิทธิทางการเมืองของประชาชน วันนี้เราจะนำประเด็นที่เคยพูดคุยกันแล้วมาคุยกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อมองหาทางออก และมองอนาคตของประเทศไทยร่วมกัน วันนี้เราอยู่กับนักวิชาการมากหน้าหลายตาครับ อาจารย์ณวัฒน์ อาจารย์ชมพูนุช อาจารย์ถวิลวดี อาจารย์นิตยา และอาจารย์วิลาวัณย์ ครับ อาจารย์ถวิลวดี ครับ
[1:28]เราคุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญเนี่ยมาหลายตอนแล้วนะฮะ ตกลงแล้วปัญหารากเหง้าจริงๆ ของการเมืองไทยเนี่ยมันอยู่ตรงไหนฮะ อาจารย์ พบว่าสิ่งที่สำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ เอ่อ คุณภาพของสังคมไทย ที่อาจจะไม่เอื้อกับกระบวนการประชาธิปไตย คือเริ่มตั้งแต่คุณภาพ เอ่อ ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงทั้งหลายที่จะทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีเนี่ย อาจจะยังมีปัญหาทำให้ประชาชนบางส่วนเนี่ยไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยปกติก็ต้องใช้ เอ่อ รูปแบบของการไปอยู่ในอาณัติหรือการพึ่งพิงในระบบอุปถัมภ์นะฮะ แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือ เอ่อ เรื่องของสวัสดิการสังคมนะฮะ เพราะว่าหลายคนเนี่ย เอ่อ เติบโตมาก็ยังไม่ ไม่เท่าเทียมกับคนอื่นละ เพราะว่าการศึกษาก็ยังไม่ได้นะฮะ พ่อแม่ไม่มีไม่มีเงินที่จะส่งไปเรียนเนี่ย และอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของ เอ่อ ความสามัคคีในสังคม นะฮะ งั้นคือรากเหง้าตัวหนึ่งที่นั้นมองว่ามันก็เป็นผลพวงจากจากไอ้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมนั่นเอง มันหมายถึงว่าเมื่อเรา เอ่อ มีความสุข กินดีอยู่ดีมีความสุข เราก็พร้อมที่จะทำงาน นอกเหนือจากเพื่อประโยชน์ตัวเองแล้วก็ทำเพื่อประโยชน์คนอื่น ก็ไปรวมตัวกันทำเพื่อประโยชน์คนอื่นอะไรอย่างงี้นะฮะ มันก็จะทำให้ไว้นื้อเชื่อใจกันทำงานร่วมกันมากขึ้น แล้วสุดท้ายเนี่ย เอ่อ ภาครัฐหรือหน่วยงานต่างๆ เนี่ยพยายามที่จะพัฒนาคนให้เข้าสู่กระบวนการเหล่านั้นหรือไม่งั้นเค้าเรียกว่า เอ่อ เค้าเรียกว่าการสร้างพลังให้ประชาชนมีมีมีความเข้มแข็งเนี่ย เอ่อ มีมากน้อยแค่ไหน นี่ก็คือส่วนหนึ่งนี่คือปัญหาที่จะทำให้เกิด เอ่อ ความขัดแย้ง แล้วก็ปัญหาการเป็นประชาธิปไตยที่ย่ำแย่ นะฮะ นั่นก็คือสิ่งที่ที่เราค้นพบ อาจารย์ชมพูนุช ครับ อาจารย์ถวิลวดี เนี่ยเน้นไปที่เรื่องของมิติทางสังคม นะครับ อาจารย์ชมพูนุช มองปัญหาการเมืองไทยยังไงครับ คือตอนนี้มองว่าในรัฐธรรมนูญเองอ่ะค่ะ การจัดสรรเรื่องอำนาจบางเรื่องเรื่องการเมืองเนี่ย ยังยังมีความไม่สมดุลกันอยู่ อย่างเช่นอ่านไปแล้วเนี่ยก็คือว่ารัฐธรรมนูญจะให้สิทธิ์รัฐบาลในการขอประชามติ ซึ่งรัฐบาลเนี่ยเป็นเสียงข้างมากในสภา คือหมายถึงในเมื่อรัฐบาลมาจากการตัว เอ่อ ส.ส.อ่ะนะคะ ก็คือเหมือนรัฐบาลก็เป็นพรรคที่ถือเสียงข้างมากอยู่แล้ว เหมือนกับให้รัฐบาลอยู่ฝ่ายเดียวในการ ในเรื่องของประชามติ อันนี้ก็คือเหมือนกับความไม่สมดุลเหมือนกันเพราะว่าเอาแล้วเสียงข้างน้อยขอประชามติไม่ได้ คือเราต้องนึกภาพว่าในรัฐสภาค่ะ ทุกคนเป็นตัวแทนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างน้อยข้างมากคือเป็นตัวแทน อาจารย์ณวัฒน์ ครับ แล้วในเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมครับ มันเป็นปัญหาไหมครับของการเมืองไทยปัจจุบัน จะบอกว่าเป็นปัญหา มันก็เป็นมานานแล้วนะฮะ เท่าที่ศึกษามาเนี่ยสิ่งที่สมบูรณ์แล้วคือตัวตัวกฎเกณฑ์ทั้งหลายค่อนข้างจะสมบูรณ์แต่ว่าปัญหาอยู่ที่กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ของผู้ที่ เอ่อ มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการตามกระบวนการเหล่านั้น ทั้งตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเองแล้วก็ตัวประชาชนเองอาจจะยังไม่มีความเข้าใจเต็มที่นักในเรื่องของกระบวนการต่างๆในการคุ้มครองใช้สิทธิของกระบวนการยุติธรรมนะฮะ แล้วก็เนื่องจากว่าปัญหาเหล่านี้เนี่ยเหมือนจะเป็นปัญหาที่เป็นทางการนะฮะ การใช้สิทธิในมุมมองทางยุติธรรม แต่แต่บ่อเกิดเวลาที่เรามีข้อพิพาทเกิดขึ้นเนี่ยมันมันเกิดกับการดำรงชีวิตประจำวันของเราอ่ะครับ เวลาเราจะเป็นคดีความกันเนี่ยมันเกิดขึ้นง่ายมาก ขับรถปาดหน้ากันเราก็ทะเลาะกันได้แล้วนะฮะ แต่พอทะเลาะกันแล้วเนี่ยเราจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็วอย่างเป็นธรรมอย่างไร อันนี้มันขั้นตอนในชีวิตของคนไทยค่อนข้างจะมีปัญหาเรื่องนี้เยอะเลยนะฮะ อาจารย์นิตยา ครับ ในเรื่องของสิทธิชุมชนล่ะครับ รากเหง้าของปัญหามันอยู่ตรงไหนฮะ มันก็เป็นระยะเวลานานเหมือนกันนะฮะที่ชุมชนถูกจำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึง จนนานจนกระทั่งมารัฐธรรมนูญ 2540 2550 เนี่ยค่ะ ถึงจะมีการรับรองสิทธิของชุมชนไว้ในรัฐธรรมนูญ ทีนี้มันก็เลยเกิดปัญหาว่า เอ่อ สิทธิชุมชนเนี่ยไม่ได้รับ การยอมรับในทางปฏิบัติอ่ะนะฮะ ค่ะ แล้วก็ตอนเนี้ยก็ยังไม่ มีกฎหมายที่ให้กลไกหรือว่าแนวทางในการปฏิบัติ ต่อสิทธิชุมชนอย่างชัดเจน เพียงแต่ว่ามีการยอมรับแล้วในรัฐธรรมนูญค่ะ ก็คือมีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าในทางปฏิบัติเนื่องจากว่ามันไม่ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมาก่อนเป็นเวลานาน มันก็เลยไม่ถูกยอมรับในเชิงปฏิบัติ ใช่ค่ะ ครับ อาจารย์วิลาวัณย์ฮะ ในเรื่องการกระจายอำนาจ ตอนนี้ก็ก็พูดถึงกันมากเลยว่า จะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการกระจายอำนาจอะไรเนี้ยให้ให้ไปสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้นอ่ะนะครับ อาจารย์คิดว่ามันรากเหง้าของปัญหาของการกระจายอำนาจในประเทศไทยเนี่ยมันอยู่ตรงไหนกันแน่ ก็สำหรับการกระจายอำนาจในประเทศไทยอ่ะนะคะ จริงๆ เนี่ยมันเกิดขึ้นจริงจังเนี่ยตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 40 โดยส่วนตัวเนี่ยมองว่า เอ่อ มันมาถูกที่ถูกทางแล้วค่ะ การกระจายอำนาจ เพียงแต่ว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นทุกวันเนี้ยก็คือว่ามันยังไม่สามารถขับขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการกระจายอำนาจภารกิจหน้าที่สู่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายรายได้ นะคะ การกำกับดูแลนะฮะ กำกับดูแลเท่าที่จำเป็น สอดคล้องตามหลักอิสระของการปกครองตนเองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือเปล่า นะคะ หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การที่ประชาชนเนี่ยมีสิทธิในเรื่องของการมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องต่างๆ เหล่านี้เนี่ยมันยังไม่เกิดขึ้นจริง ในทางปฏิบัติ ครับ ก็คือมีปัญหาในเชิงปฏิบัติ คล้ายๆ กัน ครับ อาจารย์ถวิลวดี ครับ ดูเหมือนว่าเราก็ พอจะเห็นปัญหานะครับ แล้วก็มีข้อเสนอแนวทางนะครับ หลายฝ่ายก็พูดกันเรื่องปฏิรูป อะไรที่มีความสำคัญมาก ณ เวลานี้นะครับ ที่เราจะต้องปฏิรูปกันฮะ ก็เรื่องของคุณภาพประชาธิปไตย คุณภาพของของสังคมที่จะทำให้เอื้อต่อกระบวนการประชาธิปไตย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศจึงมีความสำคัญ การให้สวัสดิการประชาชน นะคะ จึงมีความสำคัญ ตัวรัฐบาลเองเนี่ยจะทำงานนั้นให้สำเร็จได้ต้องมีธรรมาภิบาล คุณภาพประชาธิปไตยในแง่ของการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการที่จะให้ประชาชนเนี่ยลืมตาอ้าปาก ด้วยความคิดของพวกเค้าแล้วก็ให้พวกเค้ากำหนดอนาคตของพวกเค้าเอง แล้วก็ดูแลตัวเองได้มากขึ้นแทนที่จะต้องคอยพึ่งพิงนักการเมืองเหมือนอดีตนะฮะ อาจารย์ชมพูนุช ครับ ถ้าเราจะต้องมีการปฏิรูปกัน วันนี้พรุ่งนี้นะครับ คิดว่าประเด็นไหนเราควรจะต้องเริ่มปฏิรูปกันก่อนฮะ อย่างแรกเลยก็คือว่า เอ่อ อยากให้มีกลไกการสะท้อนเสียงส่วนน้อยในสภา เป็นช่องทางในการคืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชน จริงๆ ปัญหา นี้เนี่ยเราเห็นได้ชัดจากเมื่อตอนที่มีปัญหาเรื่องร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมอ่ะนะคะ เพราะฉะนั้นบางครั้งถ้าเกิดปัญหาในสภาเช่นเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าสิ่งนี้ที่จะลงมาตีให้ความเห็นชอบเนี่ยประชาชนต้องการแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งในสภาจะเห็นว่านี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ เพราะฉะนั้นบางครั้งคืออาจจะต้องเปิดทางให้เสียงส่วนน้อยเนี่ย คืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชน คืออย่างบางประเทศเนี่ยจะเปิดช่องให้เสียงส่วนน้อยสามารถเอาร่างกฎหมายคืออาจจะ 1 ใน 10 คือหมายถึงว่าเอา ส.ส.1 ใน 10 หรือ 1 ใน 3 แล้วแต่เนี่ยนะคะ ก็คือเอาร่างกฎหมายตัวนั้นเนี่ยไปให้ประชาชนลงประชามติ แต่การจะวางกรอบคือกำหนดเรื่องนี้ลงไปเป็นกติกาเนี่ยก็คือเราก็ต้องทบทวนดีๆ ว่าเรื่องไหนที่จะกำหนด จะต้องมีขอบเขตแค่ไหนอ่ะคะ ส่วนเรื่องที่ 2 เนี่ยก็คือ ก็คือมองจากสิ่งที่ตัวเองเคยทำวิจัยคือเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเห็นว่าให้อำนาจแก่สภาเป็นองค์กรเดียวในการให้ความเห็นชอบ ทีนี้เราก็ต้องกลับมาทบทวนดูว่าจริงๆ ควรจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมไหม อาจจะให้ส่วนร่วมในลักษณะที่ สุดท้ายแล้วขอประชามติ อย่างเช่นถ้าต้องสภาให้ความเห็นชอบแล้วให้ขอประชามติจากประชาชนอีกครั้งหนึ่งอย่างนี้ก็คิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดี คือทำให้หลายๆ ดูสมดุลไม่ใช้ผูกขาดอยู่กับสภา ครับ อาจารย์ณวัฒน์ ล่ะครับ ประเด็นไหนที่ต้องปฏิรูปกันก่อนนะฮะ เอาเอาของที่มีอยู่ให้ให้มันดีก่อนก็ก็น่าจะพอไปได้นะฮะ สิ่งที่ผมมองคิดว่ามองว่าจำเป็นต้องต้องทำให้ได้เร็วที่สุดตอนนี้ก็คือทำให้การบังคับใช้กฎหมายในส่วนของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเนี่ยเป็นไปได้จริงให้มากที่สุดนะฮะ เรื่องของการเข้าถึงอย่างไม่ อย่างยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงไม่ไม่ทั่วถึงกันนะฮะ คือบ้านเราเราอาจจะรู้สึกแบบเป็นเรื่องธรรมดาใช่ไหมครับว่าถ้าทะเลาะกับคนที่มีเงินแล้วเนี่ย ก็อย่าไปคิดเลยว่าเค้าจะต้องได้รับผลอะไร ซึ่งมันเป็นเป็นความคิดที่มันมีพื้นฐานจากต้องมีความบกพร่องในระบบสักอย่างหนึ่งในโดยเฉพาะเรื่องระบบการบังคับใช้กฎหมายเราจึงเกิดความคิดอย่างนี้ได้ ในในสังคมที่การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมเนี่ยปัญหาอย่างเงี้ยเราก็ไม่ไม่คิดถึงมันอยู่แล้ว เราคิดว่าทุกคนจะอยู่ยังเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายได้ สิ่งองค์ประกอบสำคัญก็คือ 1 ตัวประชาชนที่จะเข้าใช้สิทธิเองก็ต้องต้องเชื่อมั่นก่อนนะฮะว่าเราสามารถเข้าถึงได้ 2 เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แล้วก็บวกกับส่วนเสริมอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าปัจจัยอื่นๆ ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับ กับการกระบวนการยุติธรรมเนี่ย เช่นปัจจัยเรื่องงบประมาณ ปัจจัยเรื่องกำลังคน ปัจจัยเรื่อง เอ่อ โอกาสต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ที่จะสามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึงเนี่ยมันมันต้องมีการส่งเสริมอ่ะครับ อาจารย์นิตยา ครับ ในเรื่องสิทธิชุมชนเนี่ยมันมีประเด็นอะไรสำคัญๆ ที่เราจะต้องหยิบยกขึ้นมาปฏิรูปกันก่อน เอ่อ ทางแรกก็คือการปฏิรูปเกี่ยวกับเรื่องสื่ออ่ะฮะ สื่อแล้วก็การรับฟังข้อมูลข่าวสารอ่ะนะฮะ การเลือกรับชมข่าวสาร แล้วก็เลือก เอ่อ สิ่งที่ถูกใจกับตนเองอ่ะค่ะ จะทำให้เกิดอคติ อคตินี่ก็คือมีรักกับเกลียด แล้วก็ตัวเนี้ยค่ะ มันอาจจะไปส่งผลต่อ เอ่อ ความเป็นชุมชนที่มีอยู่ในชุมชนเพราะว่าคือ ถ้าคุณเห็นแตกต่างกันแล้วเนี่ยในแต่ละชุมชนที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกันมาอยู่แต่เดิมเนี่ยก็อาจจะแตกแยกกันก็ได้นะฮะ แล้วก็ประเด็นที่สองที่น่าจะปฏิรูปก็จะเป็นช่องทาง ช่องทางกามเสนอข่าวสารหรือว่าเผยแพร่ข่าวสาร น่าจะเพิ่มช่องทางข่าวสารให้เข้าถึงตัวชุมชนมากขึ้น เพราะลักษณะของชุมชนเนี่ย อ่า ลองนึกภาพชุมชนที่อยู่ในชนบท อ่า บางที่เค้าก็อาจจะ ไม่พร้อมที่จะเข้าถึงทางเว็บไซต์ จะเข้าคลิกดูในเว็บไซต์เงี้ยมันเป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับเค้า อาจจะมีช่องทาง ทางโทรทัศน์ก็ได้ ทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ได้ หรือว่าทางเคเบิ้ลท้องถิ่นก็ได้ อย่างเงี้ยค่ะ อาจารย์วิลาวัณย์ ครับ แล้วเรื่องของการกระจายอำนาจล่ะครับ มันมันยังมีประเด็นอะไรต้องปฏิรูปอีกมั้ยฮะ อยากจะผลักดันให้มันเกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ให้เห็นอย่างเด่นชัดนะฮะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการกระจายอำนาจภารกิจหน้าที่สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนกระทั่งปัจจุบันเนี้ย เอ่อ การกระจายอำนาจหน้าที่เหล่านี้น่ะมันก็ยังไม่เกิดขึ้นสมบูรณ์ครบถ้วนตามแผนที่ได้กำหนดไว้ ทีนี้ในเรื่องของรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน จากแผนของการกระจายอำนาจเนี่ย เคยมีการกำหนดไว้ว่าให้มีการกระจายรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเนี่ย 35% แต่ปัจจุบันเนี่ยก็ยังไม่ถึง 35% ต้องมีการเปลี่ยนแผนให้มันอยู่ที่ 29% เรายังต้องพิจารณาในเรื่องของการ เอ่อ พัฒนาแหล่งรายได้ใหม่ๆ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่ ที่ไม่ได้ที่ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพารายได้จากการอุดหนุนจากรัฐบาลหรือภาษีแบ่งหรือเงินจัดสรรจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นะคะ ทีนี้เรื่องต่อไปเป็นเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มันอาจจะยังอยู่ในช่วงของการยก ร่างพระราชบัญญัติต่างๆ แต่ว่ามันก็ยังไม่มีการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทีนี้ในเรื่องของ เอ่อ ตัวการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของประชาชนในปัจจุบันเนี่ยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งเนี่ยก็ เอ่อ ให้ความสำคัญแล้วแหละ รู้จักแล้วแหละว่าจะจำเป็นที่จะต้องให้ให้ประชาชนเนี่ยเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร แต่ทีนี้ยังลืมคำนึงถึงคุณภาพของการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มันอยู่ในระดับที่สูงขึ้น ไม่ใช่แค่ว่า เอ่อ รับฟังข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ประชาชนเนี่ยยังยังสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องของการร่วมคิด ร่วมวางแผนเลยก็ได้ ร่วมปฏิบัติร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบผลที่มันจะเกิดขึ้น นะคะ ร่วมรับผลประโยชน์ที่มันจะเกิดขึ้นด้วย นะคะ ทั้งหมดเหล่านี้น่ะคิดว่ามันน่าจะเป็นประเด็นที่อยากจะผลักดันให้มันเกิดการกระจายอำนาจอย่างเห็นอย่างเด่นชัดแท้จริง ครับ อาจารย์ถวิลวดี ครับ ดูเหมือนว่าเราก็พอจะเห็นปัญหาแล้วนะครับ แล้วก็มีข้อเสนอแนวทางนะครับ หลายฝ่ายก็พูดกันเรื่องปฏิรูป อะไรที่จะทำให้เราปฏิรูปในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมอะไรพวกเนี้ยสำเร็จสักทีฮะ ก็รัฐบาลต้องต้อง เอ่อ สร้างรัฐสวัสดิการให้เป็นจริงนะฮะ เรื่องของภาษี เรื่องวินัยการเงินการคลังก็ต้อง เอ่อ ถูกต้องด้วย นะฮะ ไม่ใช่ใช้นโยบายประชานิยม ถ้าจะมีสวัสดิการที่ดีแล้วเนี่ยมันหมายถึงเรื่องของการ เอ่อ ปรับอัตราภาษีอย่างงี้เป็นต้นนะฮะ แต่ว่าทุกคนจะได้สวัสดิการโดยเท่าเทียมกัน การยึดมั่นในเศรษฐกิจพอเพียง ประชาชนหลายคนก็ เอ่อ รู้สึกว่าถ้าเค้าอยู่ในสภาพที่มีความพอเพียงเนี่ยก็จะช่วยแก้ปัญหาประเทศได้แล้วก็จะทำให้ไอ้ความรู้สึกว่าอยากได้อยากมีในสิ่งที่ไม่ควรจะมีเนี่ย มันก็น้อยลง จะไม่ไป เอ่อ สนับสนุนระบบการทุจริต อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะทำก็คือเรื่องของการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง เพราะว่ามันจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเนี่ยได้สามารถกำหนดทิศทางของประเทศด้วยตัวพวกเค้าและอนาคตของพวกเค้า ซึ่งตรงนี้จะเป็นการสร้างพลังทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ นำมาสู่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้นะฮะ ครับ อาจารย์ชมพูนุช ครับ อาจารย์พูดถึงเรื่องของการรับรองเสียงส่วนน้อยการให้ประชาชนเข้ามาร่วมมากขึ้นโดยเฉพาะผ่านกระบวนการลงประชามติ ทำยังไงให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ก่อนอื่นคือ คือตกลงกันก่อนอ่ะคะว่าต้องต้องคุยกันก่อนว่าจริงๆ เนี่ย เอ่อ ถ้าสมมุติเราจะเลือกใช้ให้เสียงส่วนน้อยสามารถขอประชามติได้ก็อย่างที่แจ้งเมื่อกี้ต้องกำหนดกรอบไว้ชัดเจนอ่ะคะ อะไรขอได้ อะไรขอไม่ได้มีขอบเขตแค่ไหน แล้วก็อย่างเรื่อง หรือเรื่องกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญก็เช่นกันนะฮะ ก็คือว่าจะต้องต้องขีดเส้นไว้อ่ะฮะ ให้ชัดเจนว่าตกลงจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทางไหน ทีนี้จะทำยังไงให้ เอ่อ เกิดผลขึ้นมาได้จริงๆ เนี่ยคือถ้าเกิดเอาในทางกฎหมายเนี่ยก็คือวิธีเดียวที่เห็นก็คือต้องแก้รัฐธรรมนูญ คือเรามีสภาแล้วเราก็เอาสิ่งที่เราตกลงกันไว้เนี่ยคือบัญญัติขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญ แล้วก็ส่วนในทางปฏิบัติเนี่ย แน่นอนว่าถ้าเราพูดถึงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน สิ่งหนึ่งที่ต้องมาคู่กันก็คือว่าการให้ข้อมูลกับประชาชนแล้วก็ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล อาจารย์ณวัฒน์ ครับ อาจารย์ณวัฒน์ได้ชี้ให้เห็นว่าบางทีกฎหมายมันก็ออกมาดี กระบวนการแล้วก็ออกแบบไว้ดีแต่ว่ามันมีปัญหาในเรื่องของการบังคับใช้ในทางปฏิบัติอ่ะนะครับ อาจารย์คิดว่าอะไรที่จะทำให้การปฏิบัติใช้หรือบังคับใช้กฎหมายเนี่ยมันสำเร็จได้จริงๆ ซะทีฮะ เราต้องทำให้เกิดความตระหนัก ตระหนักนี่คือตระหนัก ทุกทั้งทั้งกระบวนการเลย คือก้อนกฎหมายมันมีทั้งคนบังคับใช้คนใช้ คนใช้รู้กฎหมายชัดเจนเนี่ยสำคัญมากนะฮะ เพราะว่าถ้าคุณแม่นในข้อกฎหมายแล้วคุณเข้าใจว่าสิทธิของคุณทำอะไรได้บ้างเนี่ย คุณเอาไปอ้างต่อกับผู้ที่คนที่มีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายได้ 2 ก็คือต้องมีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นจริงๆ ของเจ้าหน้าที่ที่สามารถจะทำเรื่องนี้ให้มันทำได้ ถ้าประชาชนมีความเข้มแข็ง มั่นใจแล้วก็รับทราบรับรู้สิทธิ์ของของตัวเองเนี่ยมันมันจะก้าวกระโดดเลยครับ ทุกเรื่องนะฮะ ถ้าเราสึกว่าสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา เราจะมีแรงจูงใจที่จะบังคับบัญชาตัวเองให้ไปทำกิจกรรมอีกอีกหลายอย่างเลยนะฮะ แล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐเนี่ยก็จะตามมาเองอ่ะครับ เพราะฉะนั้นประชาชนมั่นใจในสิทธิ์ของตัวเองก่อนนะฮะ อาจารย์นิตยา ครับ อาจารย์นำเสนอประเด็นปัญหาแล้วก็ประเด็นสำคัญที่ควรจะปฏิรูปในเรื่องของสิทธิชุมชนมาหลายเรื่องอ่ะนะฮะ อะไรที่จะทำให้เรื่องของการปฏิรูปในเชิง เกี่ยวกับสิทธิชุมชนเนี่ยมันสำเร็จเป็นรูปธรรมอ่ะ ก็จะเป็นเรื่องของการได้รับการยอมรับ ทีนี้จะทำยังไงให้ได้รับการยอมรับก็ขอเสนอ 2 แนวทาง แนวทางแรกอ่ะนะฮะ ก็คือจะต้องเสริมศักยภาพหรือความสามารถของชุมชน ส่วนแนวทางที่สองก็คือ อ่า อาจจะต้องกำหนดกลไกเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอ่ะคะ เอ่อ มาดำเนินการหรือว่ามีกิจกรรมที่รับรองต่อสิทธิชุมชนมากขึ้น ส่วนประเด็นที่สองที่บอกว่าควรจะมีกลไกอะไรพวกเนี้ยค่ะ คือ ณ ตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายที่ออกมาชัดเจนนะฮะ ที่จะมารองรับต่อรัฐธรรมนูญว่า จะให้มีขอบเขตสิทธิชุมชนแค่ไหน แล้วถ้ามีปัญหาประมาณนี้ใครจะเข้ามาจัดการได้บ้างอะไรอย่างเงี้ยค่ะ ก็ควรจะมีการทำกฎหมายตัวนี้เพื่อที่ว่าภาครัฐที่เกี่ยวข้องเนี่ยเออเค้าจะได้มีแนวทางปฏิบัตินะ ไม่ใช่ว่าพอเกิดปัญหาขึ้นเค้าก็จะบอกว่าไม่มีแนวทางปฏิบัติ อะไรแบบเนี้ยค่ะเป็นต้น ครับ อาจารย์วิลาวัณย์ฮะ ดูเหมือน เอ่อ ประเด็นเรื่องการกระจายอำนาจเนี่ยเราก็พูดกันมายาวแล้วก็มีความก้าวหน้าพอสมควร แต่ก็อย่างที่อาจารย์บอกว่ามันยังมีประเด็นต้องปฏิรูปอีกเยอะเลยนะครับ ทีนี้ทำยังไงล่ะครับที่จะทำให้ไอ้สิ่งเหล่านี้นะครับมันถูกผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ภาครัฐจะต้อง เอ่อ มีความจริงใจแล้วก็จริงจังในเรื่องของการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง นะคะ ส่วนที่สองเนี่ยคงเป็นตัวองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง ผู้ที่จะได้รับการกระจายอำนาจ ได้รับการกระจายรายได้ งบประมาณ หรือเรื่องอื่นๆ เนี่ยมาสู่ตัวเองเนี่ย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเนี่ยมีศักยภาพความพร้อมหรือยังที่จะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะให้กับประชาชนในในท้องถิ่นของตนเอง นะคะ ส่วนที่สามเนี่ยก็คงเสมอทุกท่านก็คือภาคประชาชน ภาคประชาชนเนี่ยตระหนักถึงความสำคัญของการปกครองตนเองหรือยัง การมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น การมีส่วนร่วมใน การบริหารกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือยัง ตระหนักถึงความสำคัญตรงนี้แล้ว ทราบรู้และเข้าใจหรือไม่ว่าตนเองเนี่ยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างไรบ้างในเรื่องของการปกครอง



