[0:09]ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่น้อยคนนักที่จะได้อ่านและเข้าใจ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แล้วเราจะปฏิรูปประเทศกันได้อย่างไร ถ้าเรายังไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญ รายการของเราจะหยิบยกเนื้อหายากๆ ในรัฐธรรมนูญมาพูดคุยแลกเปลี่ยนให้เข้าใจกันได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องปีนกระไดฟัง ง่ายๆ บ้านๆ ในรายการรัฐธรรมนูญกลางแปลง ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เป็นต้นมา รูปแบบการปกครองที่เรายึดถือมาโดยตลอดนะครับ คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา แต่ว่าเราก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของตัวรัฐสภาอยู่เป็นระยะระยะนะครับ วันนี้เราจะมาคุยกันในเรื่องระบบรัฐสภาและการปรับตัวของรัฐสภาไทย วันนี้เราอยู่กับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ จากคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ดร. เกษม เพ็ญภินันท์ จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ ณัฐชาพัทธ์ อมรกุล จากสถาบันพระปกเกล้า อาจารย์ ณัฐชาพัทธ์ ครับ ระบบรัฐสภาไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเนี่ยนะครับ มันหน้าตาเป็นยังไง พอจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ พอเห็นภาพได้มั้ยครับ ค่ะ คือพอพูดถึงระบบรัฐสภาเนี่ยเราก็ต้อง ขออนุญาตพูดเป็น 2 แบบอ่ะนะคะ คือว่าในการปกครองในทั่วๆ ไปเนี่ยเค้าก็จะมีระ ระบบประธานาธิบดีกับระบบรัฐสภา หรือว่าที่เค้าเรียกว่า เอ่อ Presidential System หรือว่า Parliamentary System ของประเทศไทยเราเนี่ยเราก็ใช้ระบบรัฐสภา ซึ่งหมายความว่าระบบที่รัฐสภาเป็นใหญ่ นะคะ ระบบนี้โดยที่มาแล้วก็ เป็นระบบเก่าแก่ค่ะ ซึ่งมีที่มามาจากประเทศอังกฤษ แต่ตอนแรกที่ประเทศไทยเรามีรัฐสภาเนี่ย เรามีสภาเดียว ก่อน แต่เรามีผู้แทนประเภทที่ 1 กับผู้แทนประเภทที่ 2 อือฮึ แต่หลังจากนั้นเนี่ยค่ะ สักพักนึงเราก็จะมีพฤกษ พฤฒิสภา ซึ่งเราก็จะให้เป็นสภา เราเราก็จะมีสภาสูง แล้วก็ ต่อมาก็จะเปลี่ยนเป็นวุฒิสภา ครับ โดยหลักแล้วทั่วๆ ไปเนี่ยค่ะ วุฒิสภาของต่างประเทศเนี่ยเค้าก็จะมีหน้าที่ทำ ทำหน้าที่ที่ เอ่อ สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ทำ อือฮึ เช่น เอ่อ พิจารณากลั่นกรองกฎหมาย ครับ อย่างเงี้ยค่ะ หรือว่าทำหน้าที่ในในเรื่องอื่นๆ เช่น ในอย่างในสหรัฐอเมริกาเนี่ย เค้าก็จะทำเรื่องเกี่ยวกับการต่างประเทศ หรือว่าเรื่องเกี่ยวกับ เอ่อ การประกาศสงคราม เรื่องการรับรองตำแหน่ง สูงๆ นะคะที่ประธานาธิบดีแต่งตั้ง แต่ในรัฐสภาไทยเนี่ยค่ะ เอ่อ วุฒิสมาชิกราวุฒิสภาเนี่ยเกิดมาเพื่อที่จะเป็นสภาพี่เลี้ยงก่อน แล้วพอรัฐสภาไทยเริ่มเริ่มเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น นะคะ เราก็จะลดอำนาจตรงนี้ลงไปบ้าง แล้วก็ให้อำนาจ สว. หรือว่าสมาชิกวุฒิสภาเนี่ยเป็นผู้กลั่นกรองกฎหมาย นะคะ เป็นผู้ควบคุมการใช้อำนาจรัฐ คือตอนแรกที่มี 2 เอ่อ มีสภาเดียวอ่ะนะคะ แต่ว่ามี สมาชิก 2 ประเภทเนี่ยมาจากพื้นฐานความคิดที่เข้าใจว่าประชาชนไทยอาจจะยังไม่พร้อมมากนัก ก็เลยให้มี สมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง ครับ ซึ่งเค้าบอกว่าต้องให้ เอ่อ คนไทยมีการศึกษาภาคบังคับ ก่อน อันนี้คือเมื่อปี 2475 ใช่ค่ะ นะครับ ทีนี้ปัญหาคือว่า สมาชิกประเภทที่ 2 เนี่ยมาจากจากกาแต่งตั้ง แต่ว่ามีอำนาจเท่าเทียมกับ ประเภทที่ 1 ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง อือหือ แต่พอมีพฤฒิสภาหรือมีวุฒิสภาเนี่ยก็ก็เริ่มที่จะดีขึ้น ก็คือว่าให้อำนาจพฤฒิสภา หรือว่าผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งเนี่ย มีอำนาจน้อยกว่าสภาผู้แทนราษฎร ที่อาจารย์ใช้คำว่าเป็นสภาพี่เลี้ยง ค่ะ ซึ่งในสมัยนั้นน่ะค่ะ ก็มีความเชื่อกันว่า เอ่อ ถ้ามีสองตาก็น่าจะมี น่าจะดีกว่าตาเดียวก็คือช่วยกันตรวจสอบ แต่พอหลังจากนั้นอาจารย์บอกว่าประเทศไทยโตขึ้นแล้ว ใช่ ประเทศไทยโตขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีพี่เลี้ยง แล้วตอนนี้เราก็ยังมี 2 สภาอยู่นี้เนี่ยนะ สภาที่ 2 เนี่ยที่เรียกว่าวุฒิสภาเนี่ยทำหน้าที่อะไรฮะ จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ค่ะ หรือที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คือว่า เอ่อ เค้าต้องการสร้าง เค้าต้องการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของรัฐสภาในสมัยนั้น คือรัฐสภา เอ่อ คืออำนาจบริหารหรือว่ารัฐบาลเนี่ยไม่ค่อยมีเสถียรภาพ เค้าก็เลยอยากที่จะให้รัฐบาลมีเสถียรภาพคือเอาอำนาจไปให้กับนายกรัฐมนตรี เมื่ออำนาจไปให้กับนายกรัฐมนตรีก็หมายความว่าเค้าจะมี Strong Executive คือคือคืออำนาจเนี่ยจะกระจุกตัวอยู่ที่นายกแล้วก็ฝ่ายบริหาร พออำนาจกระจุกตัวกับที่ฝ่ายนายกฝ่ายบริหารเค้าก็เลยคิดว่าควรจะต้องมีผู้มาตรวจสอบ ผู้มาตรวจสอบก็คือให้อำนาจประชาชน ก็จะสังเกตได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็จะให้อำนาจประชาชนเข้ามาตรวจสอบรวบรวมรายชื่อเข้ามาถอดถอนอะไรได้ แล้วก็อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือวุฒิสภา ซึ่งจะทำงานควบคู่ไปกับองค์กรอิสระ ซึ่งก็ส่วนหนึ่งก็ได้รับการแต่งตั้งมาจากวุฒิสภา เพราะฉะนั้นหลังจากปี 2540 ความเปลี่ยนแปลงของรัฐสภาไทยก็คือว่าให้วุฒิสภา มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐด้วย อ่า ก็คือเปลี่ยนจากสภาพี่เลี้ยงมาเป็นสภาตรวจสอบ ใช่ ก็คือให้ ก็ยังเป็นพี่เลี้ยงอยู่อ่ะค่ะ อือฮึ แต่ว่าให้อำนาจเป็นสภาตรวจสอบเนี่ยมากกว่า ครับ แล้วในรัฐธรรมนูญปัจจุบันล่ะครับ 50 ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันเนี่ยเนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญปี 40 เนี่ยได้สร้างฝ่ายบริหารที่มีความเข้มแข็งมาก จนมีความหวาดกลัวกันว่า ฝ่ายฝ่ายรัฐสภาเนี่ยจะไม่สามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ ก็เลยให้อำนาจกับวุฒิสภามากขึ้น แต่เมื่อให้อำนาจวุฒิสภามากขึ้น องค์ประกอบวุฒิสภาก็มีการเปลี่ยนแปลง คือจากเลือกตั้งอย่างเดียวไปเป็นเลือกตั้งผสมแต่งตั้ง ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะยังเป็นที่ถกเถียงกันอ่ะค่ะ ครับ ว่ามันใช่วิธีการแก้ปัญหาหรือเปล่า อาจารย์เกษมครับ เท่าที่ไล่เรียงวิวัฒนาการของรัฐสภาไทยกันมาแบบนี้อ่ะครับ อาจารย์คิดว่ารูปแบบที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเนี่ยที่บอกว่าแบ่งเป็น 2 สภา สภาผู้แทนวุฒิสภา แล้ววุฒิสภาก็มีอีก 2 แบบเนี่ยนะครับ มัน มันมันลงตัวแล้วหรือยังหรือว่ามันยังมันยังมีปัญหาอะไรอยู่ คือมันก็จริงๆ ถ้าพูดจริงๆ ชีวิตเราบอกประชาธิปไตยหรือตัวรัฐสภาเองเนี่ย มันไม่มีอันไหนที่ลงตัวมันมีพลวัตของมัน พัฒนาการมันก็มีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งปัจจุบันนี้เนี่ยมันก็มีกระแสพัฒนาการจำนวนหนึ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น การในบางประเทศเนี่ยเริ่มที่จะไม่ ยกเลิกวุฒิสภา สาเหตุที่ยกเลิกวุฒิสภาเพราะอะไรเพราะว่า เอ่อ อำนาจการทำและขอบเขตการทำงานของวุฒิสภาเนี่ยมันไม่ความจำเป็นในหลายๆ อย่าง อย่างเช่น กระบวน การกลั่นกรองกฎหมายเนี่ย ในปัจจุบันเนี่ยต้องยอมรับว่ามันมี เอ่อ ชุดของกฎหมายที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะ เช่น ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแลอย่างเงี้ย ซึ่งตรงส่วนนี้เนี่ย สำนักการเลขาธิการ เอ่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มีเจ้าหน้าที่หรือนักวิชาการด้านนิติกรที่มีความเชี่ยวชาญถนัดซึ่งกลายเป็น Specialist ไปในด้านนี้ อำนาจหน้าที่บางอย่างที่มันเกิดขึ้นก็มีการซ้ำซ้อนกับ เอ่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตรงเนี้ยมันจึงทำให้เกิดเยลเหลือขึ้นมา และรวมทั้งปัญหาภายในอย่างที่จากรัฐธรรมนูญปี 50 เองที่บรรดาวุฒิสภาเนี่ยด้านหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อีกด้านหนึ่งมาจากการเลือกตั้งเนี่ยซึ่งการยิดโยงความชอบธรรมก็เป็นปัญหา อันนี้ทางออกอันหนึ่งที่ที่พยายามเสนอกันอาจจะเป็นข้อถกเถียงกันก็คือว่า ควรจะยกเลิกวุฒิสภาหรือเปล่า อาจารย์ บัณฑิตครับ ถ้าอย่างงั้นแล้วเนี่ยเราควรจะกลับไปใช้ระบบสภาเดียวเลยดีมั้ยครับ คือต้องเรียนก่อนนะครับว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยเนี่ยเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเพียงสภาเดียวเนี่ยนะครับในอดีตมันเป็นยุคเผด็จการ คือเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นะครับ ซึ่งเราก็คงไม่อยากจะกลับไปสู่ยุคนั้นอีกนะครับหรือจะเรียกว่าสภาประชาชนหรืออะไรก็แล้วแต่เนี่ยนะฮะ แนวโน้มของโลกก็ทุกวันนี้ระบอบรัฐสภาที่ใช้อันทั่วโลกเนี่ยก็คือ ยูนิคม กับ ใบคาเมรัล นะครับระบอบ ยูนิคก็คือมีสภาเดี่ยว นะครับ เอ่อ สาเหตุที่มีสภาเดี่ยวเนี่ยก็เพราะว่าเค้ามองว่าโลกปัจจุบันเนี่ยนะครับจากเดิมที่ยึด เอ่อ ยึดกุมหลักการแบบอังกฤษนะฮะ ก็คือมี House of Commons กับ House of Lords เนี่ย เอ่อ สภาขุนนางกับสภาสามัญชนเนี่ย ก็ด้วยเหตุที่ว่า เอ่อ ระบบการเมืองอังกฤษเนี่ย พัฒนาการมาด้วยการต่อสู้ทางทางสังคมการเมือง นะครับจนถึงจุดหนึ่งเนี่ยมันมันมันให้สิทธิ์กับกลุ่มขุนนางดั้งเดิม นะครับที่เป็นผู้สืบตระกูล ในการที่จะกำกับไม่ให้กฎหมายที่ออกโดย เอ่อ สภาผู้แทนราษฎรนั้นไปขัดกับหลักธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม นะครับ ทีนี้นัยชั้นหลังๆ เนี่ยนะครับก็ด้วยเหตุที่ว่า เอ่อ พวกสมาชิกที่มาจากสามัญชนเนี่ยคนเหล่านี้ก็จริงๆ ก็ไม่ใช้สามัญชนนะครับ เป็นเป็นคนชั้นกลาง เป็นอดีตขุนนางที่ลาออกมาจากฐานนันดรตัวเองเพื่อมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเนี่ยก็มีความรู้ความสามารถทัดเทียมหรืออาจจะมากกว่าบุคคลที่สืบตระกูล นะครับ เพราะฉะนั้นในในชั้นหลังเนี่ยนะครับ House of Lords ของอังกฤษเนี่ยนะครับ มีการใช้อำนาจในฐานะที่เป็นสภาแยบยั้งกำกับ หรือเราใช้คำว่าพี่เลี้ยงเนี่ยน้อยลงมาก น้อยลงจนถึงขั้นที่เรียกว่าแทบจะไม่ใช้อำนาจเลย นะครับเพราะเค้าถือว่าเสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์ vox populi vox dei นะครับ คือถ้าพูดอย่างงี้ปุ๊บเนี่ยนะครับ มันกลับมาที่หลักการของของเราว่า เอ่อ ถ้าความรู้ความสามารถของตัวแทนประชาชน นะฮะที่มาจากสามัญชนเนี่ยมีความสามารถพอเนี่ย เอ่อ ความจำเป็นของสภาสูงเนี่ยก็ลดน้อยถอยลงดังในหลายประเทศเช่นนิวซีแลนด์ นะครับ ทีนี้กลับมาดูในประวัติศาสตร์ของเราว่าตกลงเราเราอยากจะ จะมีสภาเดียวหรือเปล่า นะฮะ ถ้าเป็นสภาแบบสภานิติบัญญัติแห่งชาติเนี่ยคงต้องขออนุญาตไม่เห็นด้วย
[11:15]นะครับ แต่ว่าถ้าเป็นสภาผู้แทนราษฎรเพียงหนึ่งเดียว นะครับ ก็ต้องไปดูว่าบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้เนี่ยได้ได้ได้เข้าสู่ เอ่อ อุตมภาพของเราหรือยังคือสภาวะในอุดมคติ นะฮะ ถ้ายังก็อาจจะต้องมีการ เอ่อ ใช้ วุฒิสภาอยู่ นะครับในฐานะที่จะเข้ามากำกับเข้ามา เอ่อ ดูแลให้ทุกอย่างมันมันเป็นไปตามระบบ อาจารย์ ณัฐชาพัทธ์ ล่ะครับ เท่าที่ฟังทั้ง 2 ท่านเนี่ยดูเหมือนว่ามีแนวโน้มว่าจะไปตามกระแสโลกนะครับ อาจารย์ ณัฐชาพัทธ์ มองความจำเป็นที่เราจะต้องมีระบบ 2 สภาต่อไปยังไงฮะ
[12:08]คือมองว่าประเทศไทยเราควรจะยังมี 2 สภาอยู่ เพราะว่าการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบันเนี่ยค่ะ อาจจะยังไม่สามารถได้ตัวแทนของทุกๆ ทุกๆ ฝ่ายในสังคมอย่างเหมาะสม คิดว่ามันยังมีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในการเลือกตั้งที่เค้าเรียกว่าเสียงข้างมากอย่างง่ายอยู่ ดังนั้นถ้าเราออกแบบวุฒิสภาเนี่ยค่ะให้สามารถสะท้อนความการเป็นตัวแทนที่ไม่สามารถสรรหาได้จากการเลือกตั้ง สภาผู้แทนราษฎรเนี่ยก็น่าจะดีค่ะ คือประเด็นนี้ผมเห็นด้วย คือต้องยอมรับด้วยธรรมชาติของ เอ่อ พรรคการเมืองและการเลือกตั้งของของไทยเนี่ยมันไม่ได้เปิดโอกาสให้กลุ่มต่างๆ เนี่ยเข้ามาเป็นตัวแทนในเวทีรัฐสภาอันแท้จริง
[13:17]ในขณะเดียวกันเนี่ยวุฒิสภาเองเนี่ยก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะให้กลุ่มเหล่านี้มา แต่สิ่งที่ผมกังวลและคิดว่าจะต้องมีความชัดเจนอันหนึ่งก็คือขอบเขตและภาระหน้าที่ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ที่สำคัญคือวุฒิสภาเนี่ยไม่ควรมีอำนาจ อย่างมากในการทำอะไรก็ได้ แล้วมองให้เห็นว่าอำนาจศักดิ์และสิทธิ์ของการมีอยู่ของวุฒิสภาเนี่ยมันเป็นเหมือนกับที่ปรึกษาที่ให้ให้ความเห็นเพิ่มเติม แต่ว่าเพื่อที่อะไรเพื่อ ให้ว่าเสียงของคนที่เป็นตัวแทนเหล่านั้นเนี่ยมันมีน้ำหนักในการพิจารณาเรื่องต่างๆ ซึ่งมันก็มีผลในการออกกลับมาในแง่ของการออกแบบ ว่าเราจะออกแบบตรงนี้อย่างไร อาจารย์ บัณฑิตครับ ตกลงระบบ 2 สภายังจำเป็นมั้ย ถ้าจำเป็นจะต้องแบ่งอำนาจหน้าที่กันยังไงครับ ในความเห็นของผมเนี่ยวุฒิสภามีอำนาจได้แต่ว่าจะต้องไม่ไปโอเวอร์รู หรือว่ามีอำนาจเหนือแมนเดตของสภาผู้แทนราษฎร นะครับ ต้องไม่ลืมนะครับว่าระบบการเมืองไทยเป็นระบบอำนาจร่วม หมายความว่าประชาชนเลือก สส. ขึ้นไปเนี่ยนะครับ แล้ว สส. บางส่วนไปใช้อำนาจบริหารอีกด้วย นะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ยมันมีการกำกับถ่วงดุลกันภายในอยู่แล้วในระดับหนึ่ง นะครับ ด้วยความที่ว่าเราใช้อำนาจร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเนี่ย จึงในบางครั้งมันเกิดปัญหา นะครับเรื่องของการเช็คบาลานซ์ตัวเอง เพราะฉะนั้นเนี่ยตรงเนี้ยอาจจะเป็นจุดที่พอจะ justify การมีอยู่ของวุฒิสภาได้ แต่วุฒิสภาที่มาจากการคัดสรรโดยคน 7 คนเนี่ยผมไม่คิดว่ามันจะทำหน้าที่ในในลักษณะนี้ได้ นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยจะต้องมานั่งคุยตรงนี้ นะครับ ทีนี้ถ้าเราต้องมาพูดกันเรื่องปฏิรูปการเมือง แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือแม้กระทั่งร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อาจารย์คิดว่ามันมีประเด็นอะไรมั้ยเกี่ยวกับตัวรัฐสภาที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกันครับ ถามว่าตอนเนี้ยเนี่ยหลายๆ ฝ่ายพูดถึงเรื่องการปฏิรูปแต่ว่าพอไปถามแล้วเนี่ยต่างคนต่างมองปัญหาในการปฏิรูปแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะต้องมาก่อนปฏิรูปก็คือการหันหน้าเข้าหากันการเห็นถึงผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน ครับ อาจารย์เกษมฮะ ผลประโยชน์แห่งชาติที่ว่าเนี่ยนะครับ ในในในในแง่ของ การ เอ่อ ออกแบบระบบรัฐสภาร่วมกันเนี่ยนะครับในมุมมองของอาจารย์คิดว่ายังไงฮะ คำว่ารัฐสภาเนี่ยรากของมันคือว่า Parley ในภาษาฝรั่งเศสก็คือว่าพูด คือทุกคนสามารถที่จะส่งเสียงตัวเองได้ คงเห็นด้วยว่าการปฏิรูปเนี่ยมันมีความสำคัญ แต่ความสำคัญตรงส่วนนี้แล้วยิดโยงกับรัฐสภาเองเนี่ย ผมว่ามันมีมี 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือสภาเองเนี่ยจะต้องทำวางตัวเองศักดิ์และสิทธิ์ของตัวเองในฐานะที่เป็นตัวแทนที่รวมที่มาของตัวแทนอำนาจอธิปไตย นะ คือบทบาทของบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนเหล่านี้เนี่ยต้องเข้าใจบทบาทของตัวเองมากกว่านี้ อันนี้คือปัญหาที่ 1 อันที่ 2 สิ่งที่ทำคือกระบวนการต่างๆ ที่อยู่ในใน เอ่อ เวทีรัฐสภาเอง การประชุมอะไรต่างๆ เหล่านี้ ผมว่ามันจะต้องมีความชัดเจนโปร่งใส ทุกคนรู้หลักปฏิบัติร่วมกัน อันที่ 3 ผมคิดว่าหน้าที่หนึ่งที่ถูกละเลยไปในกลไกรัฐสภาเองหรือฝ่ายนิติบัญญัติ คือการตรวจสอบการทำงานประจำ คืออันนี้เป็นสิ่งที่หายไปและยังไม่มีใครยังไม่มีใครพูดถึงพูดง่ายๆ หน้าที่อันหนึ่งของรัฐสภาเองไม่ใช่แค่การตรวจสอบการทำงานรัฐบาลนะ รัฐบาลเป็นรัฐบาลหรือตัวนายกรัฐมนตรีหัวหน้าฝ่ายบริหารบริหารใครครับ บริหารข้าราชการประจำ การทำงานในส่วนนี้เนี่ยจำเป็นจะต้องมีความเข้มข้นขึ้น มันไม่ใช่แค่การตรวจสอบฝ่ายบริหารเท่านั้นแต่ตรวจสอบกลไกราชการประจำในการทำงานเนี่ยเพื่ออะไรเพื่อเพื่อความโปร่งใสเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารประเทศเองด้วยครับ อือ ครับ อาจารย์ บัณฑิตครับ เอ่อ รัฐสภาไทยยังพอมีอนาคตมั้ยครับ แล้วอนาคตของรัฐสภาไทยควรจะหน้าตาเป็นยังไงฮะ ถ้าจะมีการปฏิรูปอีกสักครั้งหนึ่งนะ ซึ่งผมไม่คิดว่าเป็นครั้งสุดท้ายหรอก นะครับ นะ เอ่อ ก็คือว่า จะทำอย่างไรให้การปฏิรูปนี้มีความชอบธรรมมากที่สุด นะครับ จึงจะได้รับการยอมรับและยั่งยืน นะฮะ นะฮะ ความชอบธรรมสูงสุดในรัฐที่เป็นประชาธิปไตยทั้งโลกเนี่ยนะครับ เค้าให้ประชาชน หรือตัวแทนของประชาชนเพราะฉะนั้นวิธีการที่จะปฏิรูปแล้วมีความชอบธรรมเนี่ยนะครับ ก็ต้องผ่านรัฐสภาเท่านั้นครับ จากมือประชาชน นะครับซึ่งก็ขาดความชอบธรรมอย่างจะจริงครับ ครับ เวลาที่เราพูดถึงระบบรัฐสภาเนี่ยนะครับแล้วก็การปฏิรูประบบรัฐสภาเนี่ยดูเหมือนว่าเรากำลังพูดถึงระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยแทบจะทั้งระบบอ่ะนะครับ แล้วก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการพูดคุยกันพอสมควรนะครับ วันนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ เนี่ยเราก็น่าจะพอได้ความชัดเจนบางส่วนนะครับ รวมไปถึงได้คำถาม นะครับที่อาจจะต้องนำไปสู่การถกเถียงกันในสังคมต่อไปอ่ะนะครับในอนาคต ก็ต้องขอขอบคุณ เอ่อ แขกรับเชิญทั้ง 3 ท่านนะครับ อาจารย์ บัณฑิต อาจารย์ เกษม และ อาจารย์ ณัฐชาพัทธ์ นะครับ ขอบคุณมากครับ



