Thumbnail for คำพิพากษาฎีกาที่3485- 3486/2564 by yut

คำพิพากษาฎีกาที่3485- 3486/2564

yut

6m 44s238 words~2 min read
YouTube auto captions
Transcript source

YouTube auto captions

This transcript was extracted from YouTube's auto-generated caption track. The transcript below is server-rendered so it can be read, searched, cited, and shared without opening the original YouTube player.

Use this transcript
Related transcript hubs

[0:00]เคยสงสัยกันไหมครับว่า ถ้าคนๆ นึงเนี่ยทำผิดกฎหมายหลายอย่างพร้อมๆ กันเลย ศาลเขาจะลงโทษยังไง วันนี้เราจะมาเจาะลึกคดีดังคดีนึงกันครับ ที่ต้องบอกว่า คำตัดสินเนี่ย โอ้โห มันเปลี่ยนมุมมองของกระบวนการยุติธรรม ที่มีต่อเรื่องการก่อการร้ายกับเรื่องสมาคมลับไปเลยทีเดียว โอเค เราจะมาไล่เรียงเรื่องราวกันแบบนี้นะครับ เริ่มจากเหตุการณ์โจมตีด่านตรวจเลย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง จากนั้น เราจะไปแกะปมข้อกล่าวหาที่มันยุ่งเหยิงมากๆ แล้วมาตอบคำถามสำคัญทางกฎหมายเลยฮะ ว่าทั้งหมดเนี่ย มันเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมกันแน่ แล้วค่อยไปดูกันว่า ศาลฎีกา ท่านว่ายังไง และสุดท้าย บทลงโทษออกมาเป็นแบบไหน เอาล่ะครับ ทุกเรื่องราว มันก็ต้องมีจุดเริ่มต้นใช่ไหมครับ และจุดเริ่มต้นของคดีนี้ก็คือ ค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ที่สุดท้ายแล้วเนี่ย มันนำไปสู่การต่อสู้ในชั้นศาลที่ทั้งยาวนาน แล้วก็ซับซ้อนมากๆ เลยครับ ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 3 เมษา ปี 60 นะครับ เกิดเหตุอุอาจขึ้น คือมีการบุกโจมตีด่านตรวจ คือกลุ่มคนร้ายเนี่ย เขาใช้ทั้งปืน ทั้งระเบิด ถล่มใส่เจ้าหน้าที่แบบไม่ให้ทันได้ตั้งตัวเลย แล้วที่มันแย่ไปกว่านั้นก็คือ เขามีการวางแผนมาอย่างดีเลยนะฮะ มีการโค่นต้นไม้ขวางถนน โปรยตะปูเรือใบ คือตั้งใจสกัดไม่ให้มีใครเข้าไปช่วยได้เลย ผลที่ตามมาก็แน่นอนครับ ความเสียหายมันรุนแรงมาก ทั้งคนเจ็บทั้งทรัพย์สินของราชการ และนี่แหละครับ คือจุดเกิดเหตุของเรื่องราวทั้งหมดที่เราจะมาคุยกันวันนี้ พอเหตุการณ์ความรุนแรงในสนามจริงจบลง มันก็กลายมาเป็นการต่อสู้กันในอีกสมรภูมิ นึงครับ ก็คือสมรภูมิในชั้นศาล ที่บอกเลยว่า ซับซ้อนไม่แพ้กันเลย เรามาดูกันดีกว่าครับว่า ศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์เนี่ย เขากำลังจะแกะปมคดีนี้กันยังไง จำเลยทั้ง 13 คนเนี่ยโดนตั้งข้อหาหนักแบบมาเป็นพรวนเลยครับ ทั้งก่อการร้ายเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน คือเยอะมาก สังเกตไหมครับว่า ข้อหา มันดูจะเกี่ยวๆ พันๆ กันไปหมดเลย ซึ่งนี่แหละฮะ คือปัญหาใหญ่เลย เป็นโจทย์ที่ศาลต้องตีความให้ได้ว่า ไอ้การกระทำทั้งหมดเนี่ย สรุปแล้ว มันเป็นความผิดกี่ครั้งกันแน่ คืออย่างงี้ครับ ศาลชั้นต้นเนี่ย ท่านมองว่า เฮ้ย การก่อการร้ายกับอั้งยี่เนี่ย มันคนละเรื่องกันเลยนะ ต้องแยกกัน ผลก็คือลงโทษหนักเลยครับ แต่พอเรื่องไปถึงศาลอุทธรณ์ปุ๊บ แม้ว่าโทษหนักจะยังอยู่เหมือนเดิมนะฮะ แต่ศาลอุทธรณ์เริ่มมองต่างมุมแล้วว่า เอ๊ะ ข้อหาเล็กๆ บางอันเนี่ย มันน่าจะเป็นการกระทำเดียวกันหรือเปล่า

[2:35]นี่แหละครับ พอความเห็นเริ่มไม่ตรงกันแบบนี้ คดีก็เลยต้องเดินทางไปถึงศาลสูงสุด ก็คือศาลฎีกา เพื่อหาบทสรุปสุดท้ายนั่นเอง และนี่แหละครับ เรามาถึงแก่นของเรื่องกันแล้ว คำถามสำคัญที่สุดที่ศาลฎีกา จะต้องเป็นคนให้คำตอบเพื่อสร้างบรรทัดฐาน สร้างความชัดเจนให้กับหลักกฎหมายในปริณนี้ไปเลย คำถามมันง่ายๆ แค่นี้เลยครับ คือถ้าคนกลุ่มนึงเนี่ย ทำเรื่องผิดกฎหมาย หลายอย่างเลยนะ แต่ทั้งหมดเนี่ย เพื่อเป้าหมายใหญ่แค่เป้าหมายเดียว เราจะนับยังไง จะนับว่าทำผิดแค่ครั้งเดียว หรือจะนับแยกเป็นหลายๆ ครั้ง ซึ่งคำถามนี้สำคัญมากนะครับ เพราะคำตอบของมันเนี่ยจะส่งผลโดยตรงเลยว่า โทษที่จะได้รับเนี่ย มันจะหนักเบาต่างกันฟ้ากับเหวเลย ในทางกฎหมายเนี่ยเขามีหลักการอยู่ 2 แบบครับ แบบแรกเรียกว่ากรรมเดียว อันเนี้ยคือมองว่า โอเค ทั้งหมดที่ทำเนี่ยมันเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อเนื่องกันไปหมด ดังนั้นก็ลงโทษบทที่หนักที่สุดไปเลย แค่กระทงเดียวพอ ส่วนอีกแบบคือต่างกรรม อันนี้จะมองว่า เฮ้ย การกระทำแต่ละอย่างมันแยกกันนะ ถึงจะอยู่ในแผนเดียวกันก็เถอะ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ก็จะลงโทษได้ทุกความผิดที่ทำเลยครับ และไอ้ความแตกต่างตรงนี้แหละครับ คือหัวใจของคดีนี้เลย ทีนี้ เราลองมาเจาะดูที่ข้อหาอั้งยี่กันก่อนนะครับ จุดที่น่าสนใจมากๆ ของข้อหานี้ก็คือ ความผิดมันเกิดขึ้นทันทีที่สมัครเข้าไปเป็นสมาชิกเลยนะฮะ คือมันสมบูรณ์ในตัวมันเองแล้ว ไม่ต้องรอให้ไปลงมือก่อเหตุอะไรเลย แค่ก้าวขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรลับเนี่ย ก็ถือว่าผิดกฎหมายแล้วครับ ในขณะที่ข้อหาก่อการร้ายเนี่ย มันต่างกันเลยครับ ความผิดของข้อหานี้มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการลงมือก่อเหตุจริงๆ คือต้องมีการใช้ความรุนแรง มีการโจมตีทางกายภาพเกิดขึ้น ซึ่งพอฟังแบบนี้ก็จะเห็นภาพชัดเลยใช่ไหมครับว่า มันเป็นคนละแอคชั่นกับการเข้าไปเป็นสมาชิกเลย และนี่แหละครับ คือประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกา ท่านหยิบมาพิจารณา เอาล่ะครับ และแล้วเราก็มาถึงจุดที่ทุกคนรอคอย จุดไคลแม็กซ์ของเรื่องนี้ นั่นก็คือคำตัดสินชี้ขาดของศาลฎีกา ที่จะมาสร้างความกระจ่างให้กับข้อกฎหมายนี้กันครับ ศาลฎีกา ท่านได้ระบุไว้ในคำพิพากษา ชัดเจนมากครับว่า แม้การกระทำความผิดดังกล่าวกระทำในช่วงเดียวกัน แต่เป็นการกระทำที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายก็เป็นคนละอย่างต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรม

[4:53]โอ้โห ประโยคสั้นๆ แค่นี้แหละครับ แต่มันกลายเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญมากๆ ในการตัดสินคดีแบบนี้ในอนาคตเลย ถ้าจะให้สรุปหลักการของศาลฎีกาให้เข้าใจง่ายๆ นะครับ มันเป็นแบบนี้ 1 การเข้าไปเป็นสมาชิกอั้งยี่ อันนี้มีเจตนาเพื่อจะ เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ซึ่งการกระทำนี้มันจบสมบูรณ์ในตัวเองแล้ว ผิดตั้งแต่ตรงนี้เลย 2 การลงมือไปโจมตี อันนี้เจตนาคือต้องการสร้างความรุนแรง นี่คืออีกแอคชั่นหนึ่งที่แยกกันชัดเจน และ 3 พอการกระทำมันต่างกัน เจตนามันก็คนละอย่างกัน มันก็เลยต้องเป็นความผิดต่างกรรม คือต้องนับแยกกัน ชัดเจนไหมครับ เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ขีดเส้นใต้ 2 เส้นเลยนะครับ คีย์เวิร์ดสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ การเป็นสมาชิกคือความผิดที่ 1 และการลงมือก่อเหตุรุนแรง คือความผิดที่ 2 มันเป็นคนละเรื่องกันครับ แล้วพอศาลตัดสินแบบนี้ปุ๊บ มันส่งผลต่อบทลงทวดของจำเลยยังไงบ้างล่ะ เรามาดูกันในส่วนสุดท้ายนี้เลยครับ และนี่คือผลลัพธ์ครับ จากการใช้หลักต่างกรรมเนี่ย โทษมันก็เลยเปลี่ยน จากเดิมที่อาจจะโดนตัดสินจำคุกตลอดชีวิตแบบเหมารวม กลายมาเป็นการคำนวณโทษตามความผิดของแต่ละคนแบบเป๊ะๆ จะเห็นได้ว่า กลุ่มที่โดนข้อหาหนักสุดรับโทษไป 37 ปี 20 เดือน ในขณะที่คนที่อาจจะแค่รู้เห็น แต่ไม่ได้ลงมือ โทษก็จะเบาลงมา ซึ่งมันก็สะท้อนให้เห็นถึงความยุติธรรมนะครับ คือใครทำอะไรไว้ ก็รับผิดชอบไปตามนั้นจริงๆ จะเห็นได้ว่า คำตัดสินนี้ มันไม่ใช่แค่บทสรุปของคดีนี้คดีเดียวนะครับ แต่มันคือการสร้างบรรทัดฐานใหม่เลย ที่จะส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินคดีกับองค์กรอาชญากรรมในอนาคตของประเทศไทยเลยก็ว่าได้นะครับ แล้วมันก็ทิ้งคำถามที่น่าคิดไว้ให้เราเหมือนกันนะครับว่า การตีความกฎหมายที่เฉียบคมแบบนี้ มันจะทำให้กระบวนการยุติธรรมของเรา แม่นยำและเป็นธรรมมากขึ้นได้ยังไงในวันข้างหน้า

Need another transcript?

Paste any YouTube URL to get a clean transcript in seconds.

Get a Transcript