[0:01]วันนี้ เรา จะมาเปิดเผยถึงอันตรายของสภาพอากาศเลวร้าย และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างกะทันหันในขณะเครื่องบินกำลังจะแลนดิ้ง จนเป็นเหตุให้เครื่องบินตก และมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับสายการบิน US Air เที่ยวบิน 1016 ที่สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1994 เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นมาอย่างไร ธรรมชาติจะโหดร้าย รุนแรงแค่ไหน และสาเหตุจะเกิดจากอะไรนั้น เชิญติดตามรับชมกันได้เลยครับ
[0:47]ก่อนจะรับชมเรื่องราวในวันนี้ หากคุณเป็นบุคคลที่มีภาวะซึมเศร้า โปรดอย่ารับชมตามลำพัง เนื่องจากอาจจะมีเนื้อหาบางส่วน ส่งผลกระทบกระทือนจิตใจได้ ส่วนน้องๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี ควรมีผู้ปกครองให้คำแนะนำในระหว่างการรับชม ฝากกด Subscribe กด Like กดกระดิ่ง เป็นกำลังใจให้ช่องเรา เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว เชิญรับชมเนื้อหากันตามสะดวกครับ
[1:18]สวัสดีครับทุกคน หวังว่าทุกคนคงจะมีความสุขตามอัตภาพกันดีนะครับผม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1994 สายการบิน US Air เที่ยวบิน 1016 ใช้เครื่องบินแบบ McDonnell Douglas DC-9 ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องบินยอดนิยมมากแบบหนึ่งในช่วงเวลานั้นก็ว่าได้ วันที่เกิดเหตุเป็นช่วงสุดสัปดาห์ก่อนวันหยุดยาวของวันชาติสหรัฐอเมริกา เครื่องลำนี้ก็เริ่มทำการบินตั้งแต่เช้า เที่ยวแรกจากเมือง Pittsburgh รัฐ Pennsylvania ไป New York City เที่ยวที่ 2 จาก New York City ไปเมือง Charlotte รัฐ North Carolina เที่ยวที่ 3 จาก Charlotte ไปเมือง Columbia รัฐ South Carolina และเที่ยวที่ 4 ที่เกิดเหตุนี้ บินจาก Columbia กลับมาที่ Charlotte ใช้เวลาเดินทางประมาณ 35 นาทีครับ US Air เที่ยวบิน 1016 มีคนบนเครื่องทั้งหมด 57 คน แบ่งเป็นลูกเรือ 5 คน คือนักบิน 2 คน และ Flight attendant 3 คน ผู้โดยสารมีจำนวน 52 คน ในส่วนของการบิน กัปตัน อายุ 38 ปี มีชั่วโมงบินรวม 8,065 ชั่วโมง เป็นครูการบิน และเป็นนักบินกองหนุนให้กับกองทัพอากาศสหรัฐ มีบทยศ เรืออากาศเอก ทำการบินกับเครื่องตั้งแต่ T-37, T-38, F-4 และล่าสุดคือ F-16 นักบินผู้ช่วย อายุ 41 ปี ชั่วโมงบินรวม 12,980 ชั่วโมง มีบทยศเป็นกัปตันและเป็นครูการบินเช่นกัน ในการบินวันนี้ ตั้งแต่เช้าก็เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งคน ทั้งเครื่องบิน และทั้งสภาพอากาศ ในขาที่ 4 นี้ นักบินผู้ช่วยเป็นผู้ทำการบิน ขั้นตอนเป็นไปอย่างปกติ ไม่มีข้อขัดข้องใดๆ ระหว่างบินเข้าหาสนามบินเพื่อเตรียมการแลนดิ้ง เวลา 18:20 หรือราว 15 นาที ก่อนแลนดิ้ง นักบินทั้งสองคนเห็นว่ามีเมฆดำ ลักษณะเหมือนเมฆฝนกำลังก่อตัวอยู่ที่ขอบของสนามบิน กัปตันเปิดดูที่จอมเรดาร์ก็เห็นว่ามีเมฆอยู่ จากนั้นก็แจ้งเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ หรือ ATC ของสนามบิน เจ้าหน้าที่ ATC ก็มองเห็นกลุ่มเมฆนั้นเช่นกัน จากนั้นก็แจ้งเที่ยวบิน 1016 กลับไปว่า จะนำทางให้เบี่ยงออกซ้าย แล้วเลี้ยวกลับเข้าแนวบินเดิมก่อน 5 ไมล์ทะเล เพื่อมาแลนดิ้งด้วยสายตา ความหมายตรงนี้คือ เบี่ยงออกจากแนวบินปกติมาทางซ้ายห่างจากเมฆ และให้เลี้ยวขวากลับเข้าแนวบินเดิมที่ระยะ 5 ไมล์ทะเลเพื่อเข้ามาแลนดิ้งด้วยสายตาครับ นักบินก็ทำตามคำแนะนำทันที เลี้ยวซ้าย 5 องศา ในห้องโดยสารก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหมือนการเตรียมแลนดิ้งทุกๆ ครั้ง ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ ATC ก็ให้เลี้ยวขวา 10 องศากลับเส้นทางเดิม และลดระดับลงมาที่ความสูง 2,300 ฟุต นักบินก็เลี้ยวขวากลับมา พร้อมกับกางแฟลบ กางล้อ เตรียมแลนดิ้งขั้นสุดท้าย เวลา 18:38 เจ้าหน้าที่ ATC ก็อนุญาตให้เที่ยวบิน 1016 แลนดิ้งได้ ขณะนั้น เที่ยวบิน 1016 กำลังร่อนเข้าหาสนามบินตามแนวร่อนที่ควรจะเป็นในการแลนดิ้งขั้นสุดท้าย แต่แล้วจู่ๆ เมื่อเวลา 18:40 ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป สภาพอากาศมืดลงอย่างกะทันหัน เสียงฝนกระทบกับเครื่องบินดังสนั่น ปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนนักบินต้องเปิดที่ปัดน้ำฝน ความมืดหนักขึ้นชนิดที่ว่า คนจากในห้องโดยสารมองออกมาด้านนอกไม่เห็น นักบินทั้งสองคนเห็นความเร็วเครื่องบิน เพิ่มๆ ลดๆ อยู่ประมาณ 30 น็อต ทัศนวิสัยต่ำจนมองไม่เห็นรันเวย์ ทั้งสองคนจึงตัดสินใจบินขึ้นใหม่ หรือ Missed Approach แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ ATC ในทันทีครับ
[5:51]นักบินไม่ได้ตอบอะไร เร่งเครื่องเต็มกำลังเพื่อบินขึ้นใหม่ แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่นักบินตั้งใจ ไม่กี่วินาทีต่อมา เครื่องบินตกกระแทกบริเวณรั้วของสนามบิน แล้วไถลไปนอกสนามบิน ปีกและลำตัวแยกออกจากเครื่องเป็นสิ่งๆ ส่วนหัวของเครื่องบินขาดออกจากลำตัว แล้วไถลไปตามถนน สุดท้ายซากเครื่องทั้งหมดก็หยุดนิ่งสนิท ใกล้กับบ้านผู้พักอาศัย ห่างจากสนามบินเป็นระยะทาง 800 เมตรนั่นเองครับ นักบินและลูกเรือรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เมื่อตั้งสติได้ก็ช่วยกันลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากเครื่องอย่างเร่งด่วน ไม่กี่นาทีต่อมา หน่วยกู้ภัยก็มาถึงจุดตก และช่วยกันค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างทุลักทุเล การช่วยเหลือผู้รอดชีวิตและนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากซากเครื่อง ใช้เวลาล่วงเลยจนถึงรุ่งเช้าของอีกวัน สรุปยอดได้ดังนี้ จากคนบนเครื่องทั้งหมด 57 คน รอดชีวิต 20 คน ในจำนวนนี้ลูกเรือทั้ง 5 คน รอดชีวิตทั้งหมด มีผู้เสียชีวิต 37 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้โดยสารทั้งหมด ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต มา ณ ที่นี้ด้วยครับ นี่คือผังที่นั่งของเที่ยวบินนี้ สีแดงคือที่นั่งผู้เสียชีวิต สีเหลืองคือที่นั่งที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนสีเขียวได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และก็เป็นไปตามสถิติอีกครั้งที่ คนนั่งครึ่งท้ายลำมีโอกาสรอดมากกว่า ส่วน 4 คนด้านหน้า ที่รอด เนื่องจากหัวเครื่องขาดออกจากลำตัว แล้วไถลไปบนพื้นถนน โดยไม่ได้ชนกับสิ่งกีดขวางใดๆ ก็เลยรอดมาอย่างปาฏิหาริย์ แถมยังได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ เมื่อเก็บกู้ซากเครื่องมารวมกันไว้ในโรงเก็บที่สนามบินเป็นที่เรียบร้อย การสืบสวนหาสาเหตุก็เริ่มต้นขึ้นทันที โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนจาก NTSB หรือคณะกรรมการความปลอดภัยทางการขนส่งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ประเด็นแรกที่เจ้าหน้าที่สืบสวนสงสัยคือ เครื่องยนต์มีการสูญเสียกำลังหรือไม่ เครื่องบินจึงบินขึ้นใหม่ไม่ได้ เลยเริ่มจากตรวจสอบเครื่องยนต์ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วก็เห็นว่าตอนที่เครื่องตก เครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องยังทำงานอยู่ในรอบที่สูงมาก เนื่องจากพบเศษดินถูกดูดเข้าไปอยู่ในส่วนลึกของเครื่องยนต์ แต่เมื่อตรวจดูภายนอกก็พบความผิดปกติบางอย่างที่เครื่องยนต์ขวา โดยพบว่า รีเวอร์เซอร์ของเครื่องยนต์ขวา มันอยู่ในตำแหน่งกางออก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ารีเวอร์เซอร์ทำหน้าที่สร้างแรงขับย้อนกลับ ช่วยเครื่องบินชะลอความเร็วขณะแลนดิ้ง แต่ถ้ามันกางออกในอากาศก็จะสร้างหายนะใหญ่หลวงได้ ดั่งเช่นเหตุการณ์ Lao Da Air เที่ยวบิน 004 ใน EP 3 ที่เกิดขึ้น 3 ปีก่อนหน้าเหตุการณ์นี้เป็นต้นครับ เจ้าหน้าที่สืบสวนก็เลยมาตรวจสอบประเด็นนี้อย่างละเอียด ไม่นานก็ได้ข้อสรุป ว่าเหตุการณ์นี้มันไม่ได้กางออกในอากาศ แต่มันกางหลังจากเครื่องตกไปแล้ว เนื่องจากพบรอยความเสียหายที่ฝาครอบที่เกิดจากการไถลกับพื้นจนทำให้รีเวอร์เซอร์ถูกกระชากให้กางออก ประเด็นเรื่องปัญหาเกี่ยวกับเครื่องยนต์จึงถูกตัดทิ้งออกไปอย่างรวดเร็วครับ 3 วันต่อมา นักบินผู้ช่วยก็ออกจากโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงรีบติดต่อไปเพื่อสอบปากคำทันที นักบินผู้ช่วยให้การว่าขณะร่อนลงเตรียมแลนดิ้งตามปกติ จู่ๆ ทัศนวิสัยก็แย่ลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับฝนที่ตกลงแรงขึ้นเพิ่มจากเดิมอย่างมาก จากนั้นก็ตัดสินใจยกเลิกการแลนดิ้งแล้วบินขึ้นใหม่ ซึ่งก็ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดไปจากคู่มือ แต่เครื่องบินกับบินไม่ขึ้น ตกกระแทกพื้นในที่สุด เจ้าหน้าที่สืบสวนถามต่อว่า แล้วทำไมถึงพยายามแลนดิ้ง เพราะโดยทั่วไปนักบินจะพยายามหลีกเลี่ยงสภาพอากาศเลวร้าย นักบินผู้ช่วยตอบว่า ไม่มีการแจ้งเตือนสภาพอากาศรุนแรงแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ ATC แจ้งว่ามีฝนกำลังอ่อนตกใกล้สนามบินเพียงเท่านั้น และคำว่าฝนกำลังอ่อนนี้ เครื่องบินก็สามารถแลนดิ้งได้อย่างปลอดภัยไม่มีอันตรายใดๆ เพียงแต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเท่านั้น จึงตัดสินใจแลนดิ้งครับ เมื่อความเป็นดังนี้ เพื่อตามหาเบาะแสต่อไป เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงไปสอบปากคำเจ้าหน้าที่ ATC ต่อทันที โดยถามว่า ทำไมจึงอนุญาตให้เที่ยวบิน 1016 แลนดิ้งได้ และทำไมจึงไม่แจ้งเตือนสภาพอากาศรุนแรง เจ้าหน้าที่ ATC ให้การว่า ข่าวอากาศมันบอกแบบนั้น ในข่าวอากาศบอกว่าเป็นฝนกำลังอ่อน จึงอนุญาตให้แลนดิ้งได้ อีกทั้งเพื่อความแน่ใจ เจ้าหน้าที่ ATC ก็ได้ถามกลับเครื่องที่แลนดิ้งก่อนหน้าเพียง 4 นาที ว่าสภาพอากาศตอนแลนดิ้งเป็นอย่างไรบ้าง นักบินเครื่องที่แลนดิ้งก่อนหน้าก็บอกว่าแลนดิ้งได้ปกติไม่มีปัญหาอะไร แล้วเวลา 18:38 จึงแจ้งเที่ยวบิน 1016 ให้แลนดิ้งได้ 2 นาทีต่อมา หรือเวลา 18:40 สายฝนก็กระหน่ำตกลงมาที่สนามบินอย่างหนักหน่วง และก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่เที่ยวบิน 1016 มาถึงรันเวย์แล้วก็มองไม่เห็นสนามบิน
[11:17]จึงทำการ Missed Approach หรือบินขึ้นใหม่ เจ้าหน้าที่ ATC ก็แจ้งว่าให้บินตามทิศทางแนวรันเวย์ และไต่ไปที่ความสูง 3,000 ฟุต แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับจากเที่ยวบิน 1016 แล้ว หลังจากนั้นข่าวอากาศอันใหม่ แจ้งเตือนสภาพอากาศรุนแรง ถูกเขียนขึ้นเวลา 18:40 ก็ถูกส่งตามมาถึงมือเจ้าหน้าที่ ATC เมื่อเวลา 18:42 ซึ่งไม่ทันการณ์ เพราะเครื่องบินได้ตกไปแล้วครับ ฟังดูอาจจะงงๆ หน่อย ทุกคนลองนึกภาพตามนะครับ เจ้าหน้าที่ ATC กับคนเขียนข่าวอากาศเนี่ย ทำงานอยู่คนละห้องกัน คนเขียนข่าวตรวจอากาศเสร็จ ก็จะมาพิมพ์ลงกระดาษเขียนข่าว ตรวจทานเรียบร้อยก็จะส่งแฟกซ์มาให้เจ้าหน้าที่ ATC กระบวนการนี้ทำให้เกิดความล่าช้าไป 2 นาที เช่นตอนเวลา 18:40 ที่พายุฝนกระหน่ำยังกับฟ้ารั่วลงที่สนามบิน เป็นเวลาเดียวกันกับที่เที่ยวบิน 1016 มาถึงสนามบินพอดี คนเขียนข่าวอากาศก็เห็นเช่นกัน ก็เริ่มเขียนข่าวใหม่ ตรวจทานเสร็จ ก็ส่งแฟกซ์ให้เจ้าหน้าที่ ATC ซึ่งเป็นข่าวเมื่อเวลา 18:40 โดยมาถึงมือเจ้าหน้าที่ ATC ตอนเวลา 18:42 ทำให้แจ้งเตือนสภาพอากาศรุนแรงไม่ทัน และเครื่องบินได้ตกไปแล้วนั่นเองครับ ตรงนี้ก็ทำให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสรุปใจความได้ว่า กระบวนการแจ้งเตือนสภาพอากาศรุนแรงมีความล่าช้าอยู่ 2 นาที จึงแจ้งเตือนการแลนดิ้งไม่ทัน ประกอบกับสภาพอากาศที่สนามบินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นได้ชัดจากภาพถ่ายเรดาร์ตรวจอากาศ ว่าจากฝนกำลังอ่อนกลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองภายในเวลาเพียง 4 นาทีเท่านั้นครับ ประเด็นต่อมาที่เจ้าหน้าที่สืบสวนสงสัยก็คือ น้ำฝนปริมาณมากๆ จะทำให้เครื่องบินตกได้หรือไม่ อ้างอิงจากงานวิจัยของ NASA พบว่า ปริมาณน้ำฝนที่จะทำให้เครื่องบินสูญเสียแรงยกจนเครื่องบินตกได้ จะต้องมีปริมาณอยู่ที่ 30 ถึง 40 นิ้วต่อชั่วโมง ทีนี้มาดูปริมาณน้ำฝนในวันที่เกิดเหตุ ช่วงฝนตกหนักที่สุดของสนามบินมีปริมาณเพียง 10 นิ้วต่อชั่วโมง เจ้าหน้าที่จึงลงความเห็นว่าปริมาณน้ำฝนในวันที่เกิดเหตุไม่เพียงพอจะทำให้เครื่องบินตกได้ครับ ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา การถอดรหัสกล่องดำก็เสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงนำข้อมูลบันทึกการบินมาตรวจสอบก่อน เห็นว่าความเร็วของเครื่องบิน ผันผวนเป็นอย่างมาก ขึ้นๆ ลงๆ ประมาณ 30 น็อต โดยที่ตำแหน่งของคันเร่งเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย จากข้อมูลนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สืบสวนรู้ว่า ลมมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางอย่างรวดเร็ว เช่น เมื่อลมพัดส่งท้าย ความเร็วของเครื่องบินก็จะลดลง และถ้ามีลมต้านด้านหน้า เครื่องวัดความเร็วก็จะอ่านค่าได้มากขึ้น ในส่วนของลมที่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง และความเร็วอย่างกระทันหันแบบนี้ ในการบินจะเรียกว่าลมเฉือน หรือ Wind Shear ความอันตรายของมันก็คือ ช่วงที่เครื่องบิน Take off และ Landing จะเป็นช่วงที่เครื่องบินบินช้าที่สุด ต่ำที่สุด ใกล้ความเร็ว Stall มากที่สุด และถ้าช่วงนี้เจอเข้ากับวินเชียร์ ก็จะทำให้ความเร็วเพิ่มๆ ลดๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วถ้าความเร็วลดลงต่ำกว่าความเร็วสตอร์ เครื่องบินที่บินช้าและอยู่ใกล้พื้นอยู่แล้ว ในช่วง Take off และ Landing ก็จะร่วงหล่นเหมือนท่อนเหล็ก ลงพื้นในทันทีนั่นเองครับ เพื่อที่จะหาว่ามีวินเชียร์เกิดขึ้นในช่วงที่เครื่องบินตกหรือไม่ เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงไปขอข้อมูลจากสนามบินมาตรวจสอบ โดยที่สนามบิน Charlotte จะมีเซ็นเซอร์วัดทิศทางกับความเร็วลมอยู่ 6 ตัว กระจายอยู่ทั่วสนามบิน เมื่อเซ็นเซอร์แต่ละตัววัดทิศทางและความเร็วลมได้แตกต่างกันอย่างกระทันหัน มันก็จะแจ้งว่าที่สนามบินมีวินเชียร์เกิดขึ้นครับ และจากข้อมูลที่ได้มา เจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่าช่วงเวลานั้น มีวินเชียร์เกิดขึ้นจริง แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันมีความรุนแรงเพียงพอที่จะทำให้เครื่อง DC-9 ลำนี้ตกได้หรือไม่ จึงนำข้อมูลที่ได้ ส่งต่อไปให้ NASA ทำการวิเคราะห์เพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ NASA ก็ไม่รอช้า นำข้อมูลมาสร้างแบบจำลองทันที แล้วก็พบข้อมูลที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เที่ยวบิน 1016 นอกจากจะเจอเข้ากับวินเชียร์แล้ว ยังเจอเข้ากับสิ่งที่น่าสะพรึงกว่านั้นหลายเท่า นั่นก็คือ ไมโครเบิร์สต์ เจ้าไมโครเบิร์สต์นี้ มีกระแสลมกดลงมาตรงๆ จากฐานเมฆ มีความเร็วลมประมาณ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับฝนปริมาณมหาศาล สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเหนือพื้นดินและเหนือพื้นน้ำ ทุกที่ทั่วโลกของเราเลยทีเดียว เวลาเกิดก็จะเกิดอย่างรวดเร็ว รุนแรง เกิดขึ้นแล้วก็หายไปรวดเร็วเช่นกัน ท้องฟ้ากลับมาแจ่มใสเหมือนเดิม ทิ้งไว้เพียงความเสียหายที่ภาคพื้น ในช่วงยุคปี 70 และ 80 ก็มีรายงานอุบัติเหตุทางการบินที่เกิดจากไมโครเบิร์สต์ มากมายหลายเหตุการณ์ แต่ช่วงเวลานั้นโลกเรายังมีข้อมูลเกี่ยวกับมันน้อยมาก ยิ่งช่วงยุคก่อนหน้านั้นยิ่งแล้วใหญ่ แทบจะไม่รู้จักมันเลย จึงกลายเป็นตำนานเรื่องลี้ลับ อาถรรพ์ เหนือธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าอันเลื่องชื่อ เพราะเวลาที่มันเกิดขึ้นเหนือพื้นน้ำ จะไม่มีร่องรอยอะไรเหลือไว้เลยครับ ข้อมูลจากเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นข้อมูลที่มีค่ามาก เพราะมีความรุนแรงมากที่สุด เท่าที่ NASA เคยเก็บข้อมูลมา อีกทั้งยังเกิดเหนือสนามบินพอดีเป๊ะ ทำให้เซ็นเซอร์เก็บข้อมูลของมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ทีนี้ อันตรายของมันที่ส่งผลต่อเครื่องบินจะเป็นแบบนี้ครับ ลมและฝนกดลงมาด้วยความเร็วประมาณ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พอลงกระทบพื้นบางส่วนก็กระจายตัวออกทุกทิศทุกทาง ทำให้ทิศทางลมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง เกิดเป็นวินเชียร์ขึ้น กระแสลมบางส่วนก็พัดออกด้านข้าง แล้วก็ม้วนตัวยกขึ้น เกิดเป็นกระแสลมดันขึ้น พอเครื่องบินบินเข้ามาก็จะเจอพรมดันขึ้นก่อน หัวเครื่องเชิดขึ้นทันที พร้อมกับความเร็วลดลง พอหลุดออกไปก็จะเจอวินเชียร์ ความเร็วขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา สุดท้ายก็จะเจอลงกด พร้อมกับความเร็วลดลงอีกครั้ง ทีนี้ถ้าจะหนีจากมัน นักบินก็จะต้องใช้กำลังเครื่องยนต์สูงสุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับยกหัวเครื่องให้อยู่ในท่าไต่ระดับเอาไว้ ก็จะพอมีโอกาสรอดจากมันได้บ้าง แต่จากหลายๆ เหตุการณ์บางครั้งก็ไม่รอดครับ เจ้าหน้าที่สืบสวนอยากรู้ว่า นักบินของเที่ยวบินนี้ถูกฝึกให้รับมือกับไมโครเบิร์สต์ อย่างไรบ้าง จึงนำคู่มือการฝึกนักบินของ US Air มาตรวจสอบ โดยในคู่มือก็เขียนระบุไว้อย่างชัดเจนว่า วิธีแก้ไขเมื่อเจอไมโครเบิร์สต์ ข้อแรกให้ใช้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด และข้อที่ 2 ให้ยกหัวเครื่องไว้ในท่าไต่ระดับ คำถามต่อมาก็คือ นักบินได้ทำตามคำแนะนำในคู่มือนั้นหรือไม่ จึงนำเสียงบันทึกในห้องนักบินมาเปิดฟัง ก็จะได้ข้อมูลดังนี้ ขณะบินเข้าหาสนามบิน นักบินทั้งสองคนเห็นเมฆฝนใกล้สนามบิน แล้วก็คุยกันว่ายังพอที่จะนำเครื่องลงได้อย่างปลอดภัย เบี่ยงหนีหลบเมฆเล็กน้อย แล้วกลับเข้าสู่แนวร่อนปกติ จากนั้นกัปตันก็พูดขึ้นว่า ถ้าเจอไมโครเบิร์สต์ จะยกเลิกการแลนดิ้ง เร่งเครื่องด้วยกำลังสูงสุด พร้อมกับดึงหัวเครื่องขึ้นให้อยู่ในท่าไต่ระดับ ตรงนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สืบสวนรู้ว่า นักบินเข้าใจอันตรายของไมโครเบิร์สต์ และรู้วิธีแก้ไขเป็นอย่างดี ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่าทำไมนักบินจึงตัดสินใจบินลงต่อ เหตุผลก็เพราะว่า ไม่มีการแจ้งเตือนสภาพอากาศรุนแรง เนื่องจากข่าวล่าช้าอยู่ 2 นาที ประกอบกับเราไม่สามารถมองเห็นลมได้ จึงไม่รู้ว่าเมฆฝนด้านหน้าจะเป็นไมโครเบิร์สต์หรือไม่ ระหว่างร่อนลงหาสนามบิน ความเร็วก็ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ประมาณ 20-30 น็อต พร้อมกันนั้นเมฆฝนก็เปลี่ยนสภาพเป็นพายุฝนรุนแรง ทัศนวิสัยต่ำลงจนมองไม่เห็นด้านหน้า นักบินทั้งสองคนตกลงว่าจะยกเลิกการแลนดิ้งและบินขึ้นใหม่ จากนั้นก็ได้ยินเสียงกัปตันพูดว่า เร่งเครื่องเต็มกำลัง แล้วไม่กี่วินาทีต่อมา เจ้าหน้าที่สืบสวนก็ได้ยินเรื่องน่าตกใจ เนื่องจากได้ยินกัปตันพูดว่า กดหัวลง กดหัวลง เจ้าหน้าที่สืบสวนถึงกับต้องเปิดฟังซ้ำๆ เป็น 10 รอบว่ากัปตันพูดแบบนั้นจริงหรือไม่ ต่อจากนั้น ก็เป็นเสียงเตือนของเครื่องบินให้เชิดหัวขึ้น แล้วก็เป็นเสียงของการกระแทกและเสียงหวีดร้อง ก่อนที่เทปจะหยุดบันทึกและเงียบลงไปตลอดกาลครับ เจ้าหน้าที่สืบสวนพยายามทำความเข้าใจว่ากัปตันหมายถึงอะไร หรือมีความตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ เพราะมันสวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างยิ่งทีเดียว เพื่อที่จะค้นหาคำอธิบายจุดนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงย้อนกลับไปหานักบินทั้งสองคนอีกครั้ง นักบินทั้งสองคนตอบเหมือนกันคือ จำไม่ได้ว่าตอนนั้นทำอะไรลงไป และจำไม่ได้ว่าพูดคำว่ากดหัวลงออกมาหรือไม่ เจ้าหน้าที่สืบสวนเปิดเทปให้ฟัง ว่ากัปตันพูดออกมาจริงๆ แต่นักบินทั้งสองคนก็ยังยืนยันเหมือนเดิม ว่าจำไม่ได้ว่าทำไมถึงพูดและทำแบบนั้น จำได้เพียงแค่พยายามบินขึ้นใหม่ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ จุดนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนมองว่า นักบินทั้งสองคนไม่ได้มีความจงใจปกปิดข้อมูลแต่อย่างใด เนื่องจากเวลาที่มนุษย์อยู่ในอาการตกใจ หรือสภาวะกดดันสุดขีด ความสามารถในการจดจำเรื่องราวต่างๆ จะลดลงเป็นอย่างมาก จึงไม่ได้ขยั้นขยออะไรต่อครับ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ นักบินได้กดหัวลงจริงๆ จนทำให้เครื่องบินชนพื้น เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงต้องหาทฤษฎีมายืนยันการกระทำของนักบินให้ได้ ในที่สุดก็พบกับทฤษฎีหนึ่งจนได้คือ การหลงสภาพการบิน อย่างที่เรารู้กันว่า น้ำในหูมันมีหน้าที่ช่วยในการทรงตัว ถ้าเราในหูถูกแรงมากระทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ประสาทของเราก็จะรับรู้แรงนั้น ทำให้เรารู้ตัวว่าเอียงหรือตรงมากน้อยขนาดไหน ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนตอนเราเป็นเด็กแล้วเล่นปั่นจิ้งหรีดกันนั่นแหละครับ พอเราหยุดปั่นแล้วพยายามยืนตรง แต่น้ำในหูมันเคลื่อนที่อยู่ เราก็เลยรู้สึกว่า พื้นรอบตัวมันหมุน เราก็จะยืนเซทรงตัวไม่อยู่ แล้วล้มลงในที่สุด ทีนี้ นักบินก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน ยิ่งนั่งอยู่ในห้องนักบิน มองข้างนอกไม่เห็นเพราะฝนตกหนัก ประสาทการรับรู้ไม่มีจุดอ้างอิง ความเร็วเพิ่มๆ ลดๆ อยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์ทำนองเดียวกันกับการปั่นจิ้งหรีดก็เกิดขึ้น ส่งผลให้นักบินคิดว่าเครื่องบินกำลังเชิดหัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมองเห็นว่าความเร็วกำลังลดลง เนื่องจากกำลังบินเข้าสู่ช่วงลมกดลง อาการตอบสนองอัตโนมัติตามสัญชาตญาณก็เกิดขึ้นทันที กัปตันจึงบอกให้กดหัวลง นักบินผู้ช่วยที่บินอยู่มีอาการเดียวกันจึงกดหัวลงทันที เพราะกลัวว่าเครื่องบินกำลังจะสตอล จนท้ายที่สุดเครื่องบินก็ชนพื้น ตามเหตุการณ์ที่ได้กล่าวไปในตอนต้นนั่นเองครับ
[24:29]เมื่อรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเรียบร้อย โดยใช้เวลาสืบสวนสอบสวนอยู่ 9 เดือน เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงสรุปลงในรายงานอย่างเป็นทางการว่า สาเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้ เกิดจากปัจจัย 4 ประการประกอบด้วย ปัจจัยแรก นักบินตัดสินใจที่จะแลนดิ้งในสภาพอากาศที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไมโครเบิร์สต์ ปัจจัยที่ 2 มีการแจ้งเตือนวินเชียร์ที่ล่าช้า ทำให้นักบินขาดความตระหนักรู้ในสถานการณ์ ปัจจัยที่ 3 นักบินใช้ท่าทางการบินไม่เหมาะสม ในขณะที่บินอยู่ในกระแสลมกดลง ปัจจัยสุดท้าย ข่าวอากาศที่ล่าช้า ทำให้เจ้าหน้าที่ ATC ไม่ได้แจ้งเตือนสภาพอากาศรุนแรงที่สนามบิน ด้วยปัจจัยทั้งหมดเมื่อมารวมกันจึงเกิดเป็นเหตุการณ์สลดตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั่นเองครับ ผลกระทบที่ตามมาจากเหตุการณ์ก็มีดังนี้ มีคำแนะนำให้ปรับปรุงระบบการส่งต่อข้อมูลข่าวอากาศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ATC แจ้งเตือนสภาพอากาศได้รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ยิ่งขึ้น เวลาต่อมา เทคโนโลยีพัฒนาไปมากขึ้น เรดาร์ตรวจอากาศ กลายมาเป็นอุปกรณ์พื้นฐานของสนามบินทั่วโลก โดยมันสามารถแจ้งเตือนสภาพอากาศได้ทุกแบบ แสดงผลแบบเรียลไทม์ที่หน้าจอของเจ้าหน้าที่ ATC และสามารถคำนวณการเกิดไมโครเบิร์สต์และวินเชียร์ได้อย่างแม่นยำ สร้างความปลอดภัยในการบินได้อย่างดีเยี่ยมมาจนถึงทุกวันนี้ครับ นักบินทั้งสองคนกลับมาทำการบินอีกครั้งกับสายการบินเดิม ซึ่ง US Air ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น US Airways และในปี ค.ศ. 2013 ก็ควบรวมกิจการกับ American Airlines เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ Flight attendant 1 คนที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ได้รับรางวัลจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะรางวัลกล้าหาญดีเด่น จากกระทรวงคมนาคมสหรัฐ เนื่องจากได้ช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกจากซากเครื่องอย่างกล้าหาญ และทำให้มีผู้รอดชีวิตมากขึ้นอีกด้วยครับ เรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลของเครื่องบิน McDonnell Douglas DC-9 สายการบิน US Air เที่ยวบิน 1016 ตกที่ Charlotte รัฐ North Carolina ก็จบลงเพียงเท่านี้ แล้วทุกคนคิดว่าได้ความรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง หรือมีความคิดเห็นอย่างไรต่อเหตุการณ์ ก็สามารถแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพในช่องคอมเมนต์ที่ใต้บิดีโอนี้ได้เลยครับ ส่วนใครที่รับชมมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่ได้กด Subscribe ก็จะรบกวนขอแรงจิ้มไปเบาๆ 1 ครั้ง เพื่อเป็นกำลังใจให้ช่องของเราด้วยนะครับผม สุดท้ายนี้ ก็ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีสติ ดูแลตัวเองดูแลคนที่เรารัก ปราศจากโรคภัยและโรคระบาดร้ายแรงทั้งปวง สำหรับ EP นี้ก็ต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ EP หน้า สวัสดีครับ



