Thumbnail for หลวงพ่อฤาษีลิงดำ-เรื่องพระนิพพาน by ธรรมมะ สร้างคุณธรรม

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ-เรื่องพระนิพพาน

ธรรมมะ สร้างคุณธรรม

28m 0s4,115 words~21 min read
Auto-Generated

[0:02]อีก ท่าน นี้ ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ปรินิพพานะโต ปะทายะ จะตุวีสะ สังวัชะรุตตะระ ปัญจะสะตา ทิกานิ ทะเว สังวัชชะระ สหัสสานิ อะติกกันตานิ ปัจจุปันนะ กาละวะเสนะ ทุสีกายะนะมาสัสสะ จะตุมังคินนัง วาระวะเสนะ วะนะ พุทธะวารู โหติ เอวัง ตัสสะ ภะคะวะโต ปรินิพพานา สาสะนายุกา ระคะนันนา สัลละเขตัพปา ติ สุคะนะมัสสันตุ พระพุทธศาสนา ยุคกา จํา เดิม แต่ วัน ปรินิพพาน แห่ง องค์ สมเด็จ พระ พิคิตมาร อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้น บัดนี้ ล่วง แล้ว 2,524 พรรษา พุทธะปัจจุปันนะสมัยพฤศจิกายนมาศ สุรทิน ที่ 4 วันพุธ วันนี้ เป็น ปัจจุบันนวาร พระพุทธศาสนายุการ จํา เดิม แต่ วัน ปรินิพพาน แห่ง องค์ สมเด็จ พระ ผู้ มี พระ ภาค เจ้า นั้น มีนัยยะ อันพุทธบริษัท เจพิง กำหนด นับ ได้ ด้วย ประการ ชะนี้ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นิพพานัง ปะระมัง สุขันติ ติ ณ โอกาส บัดนี้ อาตมาภาพ จะ แสดง พระ สัทธรรมเทศนา ใน นิพพานคาถา เพื่อ เป็น เครื่อง สด ส่ง องค์ พระ สัทธา บารมี ที่ บรรดา ท่านนิสรรา ทานบดี ทั้งหลาย ได้ พร้อมใจ กัน มา บําเพ็ญ กุศล ประจาปัก คือ วัน พระ ขึ้น 8 ค่ํา เดือน 12 ทั้งนี้ เพราะ ว่า บรรดา ท่าน พุทธบริษัท ทั้งหลาย ทุก คน มี ความ เลื่อมใส ใน องค์ สมเด็จ พระ จอมไตร บรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็น เหตุ จึง ได้ พา กัน ปฏิบัติ ธรรม ตาม คํา แนะ นํา ของ องค์ สมเด็จ พระ บรมโลกเชษฐ์ สําหรับ วันนี้ ตั้งใจ จะ เทศน์ เรื่อง นิพพาน คําว่า นิพพาน นี้ ก็ แปลว่า ดับ รึก เอ่อ ท่าน จัด ไว้ เป็น หลาย ประเภท ด้วย กัน คือ หรือ ว่า นิพพาน ที่ ดับ กิเลส มี ปัญจขันธ์ เหลือ บ้าง ดับ กิเลส นี่ มี ปัญจขันธ์ เหลือ บ้าง หรือ มี ความ ดับ ชั่ว คราว บ้าง แต่ ถ้า ว่า ใน วัน นี้ จะ ขอ พูด เรื่อง นิพพาน มาตรฐาน ที่ องค์ สมเด็จ พระ พิคิตมาร บรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรง แสดง ไว้ องค์ สมเด็จ พระ จอมไตร บรมศาสดา ทรง ตรัส ว่า นิพพานัง ปะระมัง สุขัง จึง แปล เป็น ใจ ความ ว่า พระ นิพพาน เป็น สุข อย่าง ยิ่ง แต่ ถ้า ว่า เรื่อง นิพพาน นี้ มี การ มี ความ เข้าใจ เฝือ ของ บรรดา ท่าน พุทธบริษัท อยู่ มาก ที่ องค์ สมเด็จ พระ ผู้ มี พระ ภาค เจ้า ตรัส ไว้ จุด หนึ่ง ว่า นิพพานัง ปะระมัง สุญญัง ซึ่ง แปล เป็น ใจ ความ ว่า นิพพาน เป็น ธรรม ว่าง อย่าง ยิ่ง คํา ว่า สูญ ใน ที่ นี้ โดย มาก ส่วน ที่ แปล ศัพท์ มัก จะ ทับ ศัพท์ ศัพท์ ว่า สูญ แต่ ความ จริง คํา ว่า สูญ นั้น ก็ แปล ว่า ว่าง แล้ว ก็ หมาย ความ ว่า บุคคล ใด ที่ จะ เข้า ถึง นิพพาน ได้ ต้อง ว่าง ด้วย เหตุ 3 ประการ คือ 1 ว่าง จาก โลภะ 2 ว่าง จาก โทสะ 3 ว่าง จาก โมหะ เพราะ ว่า โลภะ ก็ ดี โทสะ ก็ ดี โมหะ ก็ ดี ทั้ง 3 ประการ นี้ เป็น ราก เหง้า ของ ความ ชั่ว ที่ ว่า ด้วย เหง้า ของ กิเลส คํา ว่า กิเลส ก็ คือ ความ ชั่ว ความ มัว หมอง ของ จิต ที่ เรียก ว่า จิต คิด ชั่ว กิเลส ทั้ง หมด ที่ องค์ สมเด็จ พระ บรม สุคต ทรง ตรัส โดย ชื่อ แล้ว นับ ปริมาณ ไม่ ได้ แต่ องค์ สมเด็จ พระ จอมไตร ก็ ทรง ตรัส ว่า กิเลส โดย ย่อย ทั้ง หมด ได้ กล่าว รวม แล้ว 3 ด้วย กัน คือ ความ โลภ ความ โกรธ ความ หลง ฉะนั้น สมเด็จ พระ พุทธองค์ จึง ทรง ตรัส ว่า ถ้า จิต ของ บุคคล ใด ว่าง จาก กิเลส ทั้ง 3 ประการ คือ โลภะ ความ โลภ ไม่ มี ใน จิต โทสะ ความ โกรธ ไม่ มี ใน จิต โมหะ ความ หลง ไม่ มี ไม่ มี ใน จิต อย่าง นี้ สมเด็จ พระ ธรรม สามิ กล่าว ว่า เป็น ผู้ มี ความ ว่าง จาก กิเลส หรือ นิพพาน เป็น ธรรม ว่าง อย่าง ยิ่ง เมื่อ เหตุ ทั้ง 3 ราย การ นี้ ว่าง ไป จาก ใจ ความ สบาย ใจ ก็ ปรากฏ ความ ผ่องใส ของ ใจ ก็ ปรากฏ เมื่อ ความ สบาย ใจ ความ ผ่องใส ปรากฏ องค์ สมเด็จ พระ บรม สุคต จึง ตรัส ว่า นิพพานัง ปะระมัง สุขัง การ เข้า ถึง พระ นิพพาน ชื่อ เป็น ความ สุข อย่าง ยิ่ง คราว นี้ ถ้า จะ ถาม กัน ว่า นิพพาน มี สภาพ มี สภาวะ หรือ ไม่ มี สภาวะ ตอน นี้ สมเด็จ พระ สัมมาสัมพุทธเจ้า เคย ตรัส กับ บรรดา พระ ที่ เข้า ไป ถาม องค์ สมเด็จ พระ ผู้ มี พระ ภาค เจ้า อย่าง พระ โมคคัลลานะ เป็น ต้น พระ โมคคัลลานะ เคย ถาม พระ พุทธเจ้า ว่า พลเต ภควา ข้า แด่ องค์ สมเด็จ พระ ผู้ มี พระ ภาค เจ้า ผู้ เจริญ พระ พุทธเจ้า ข้า คน ที่ ถึง นิพพาน นี้ แล้ว ชื่อ ว่า มี สภาพ สูญ ใช่ ไหม โดย เฉพาะ เฉพาะ อย่าง ยิ่ง คือ คํา ว่า นิพพาน นี้ ไม่ มี นิมิต ไม่ มี เครื่อง หมาย ไม่ มี ที่ อยู่ งั้น ใช่ ไหม พระเจ้า ค่ะ สมเด็จ พระ บรมศาสดา จึง ได้ มี พระ พุทธฎีกา ตรัส ว่า โมคคัลลานะ ดู ม โมคคัลลานะ คํา ว่า นิพพาน นี้ เป็น สถาน ที่ พิเศษ คือ ไม่ มี การ เกิด อีก ไม่ มี แก่ อีก ไม่ มี เจ็บ อีก ไม่ มี ตาย อีก ไม่ ใช่ สภาพ สูญ เดิม ที เดียว ท่าน โมคคัลลานะ มี ความ เปรียบเทียบ ว่า นิพพาน เหมือน กับ ควัน ไฟ ที่ ลอย ไป ใน อากาศ ใช่ ไหม สมเด็จ พระ จอมไตร ก็ ตอบ ว่า ไม่ ใช่ แล้ว ต่อ มา พระ อื่น ก็ ถาม ว่า พระ นิพพาน มี ความ เกิด ไหม พระ พุทธเจ้า ก็ ทรง ตรัส ว่า นิพพาน ชื่อ ว่า เกิด ก็ ไม่ ใช่ จะ ว่า ไม่ เกิด ก็ ไม่ ใช่ ถ้า ใช้ คํา ว่า เกิด ก็ ต้อง มี คํา ว่า ตาย เป็น ของ คู่ กัน ถ้า หาก ว่า ไม่ จะ ใช้ คํา ว่า ไม่ เกิด ก็ สภาวะ มี อยู่ ฉะนั้น สมเด็จ พระ บรมครู ยัง ตรัส ว่า พระ นิพพาน จัด ว่า เป็น ทิพย์ พิเศษ คือ ทิพย์ จริง ๆ มี 2 อย่าง คือ โลก ทิพย์ เรียก เทวโลก ที่ อีก โลก หนึ่ง ที่ เรียก พรหมโลก ก็ เป็น โลก ทิพย์ เหมือน กัน ทั้ง 2 อย่าง นี้ เกิด ขึ้น จาก สภาวะ อัน เป็น ทิพย์ คือ เป็น มี เกิด ขึ้น ด้วย กําลัง ของ บุญ สําหรับ เทวโลก เกิด ขึ้น ด้วย กําลัง ของ ทาน บ้าง ของ ศีล บ้าง ของ อุปจาร สมาธิ บ้าง สําหรับ โลก พรหม ที่ จะ ไป เกิด ได้ นั้น ก็ ต้อง อาศัย ฌาน สมาบัติ แต่ ว่า โลก ทิพย์ ทั้ง 2 ราย การ นี้ มี การ เคลื่อน หมาย ความ ว่า ถ้า หมด บุญ วาสนา บารมี ก็ ต้อง จาก ไป ไป เกิด จุติ ไป เกิด เป็น คน บ้าง เป็น สัตว์ บ้าง เป็น สัตว์ นรก บ้าง ตาม ด้วย กฎ ของ กรรม สําหรับ พระ นิพพาน นี้ ถือ ว่า เป็น ทิพย์ พิเศษ คือ ไป แล้ว ไม่ มี การ เคลื่อน มี ความ อยู่ เป็น ปกติ อารมณ์ นิด หนึ่ง ที่ มี เป็น ความ หนัก ของ พระ นิพพาน ย่อม ไม่ มี เหตุ ฉะนั้น องค์ สมเด็จ พระ ชินสี ทรง ตรัส ว่า นิพพานัง ปะระมัง สุขัง นิพพาน เป็น สุข อย่าง ยิ่ง คราว นี้ การ ทํา ยัง ไง เรา จะ เข้า ถึง นิพพาน ได้ ที่ องค์ สมเด็จ พระ จอมไตร กล่าว ว่า คน ทุก คน มี ความ ดี พอ ที่ เข้า ถึง นิพพาน ได้ ทุก คน ตาม ที่ องค์ สมเด็จ พระ ทศพล ทรง ตรัส ใน สมัย เมื่อ ทรง เสด็จ ลง สู่ เมือง ประตู เมือง สังคตนคร วัน นั้น สมเด็จ พระ ชินวร ทรง แสดง ยามุขกัป ปาฏิหาริย์ พิเศษ บันดาล ให้ พรหม ก็ ดี เทวดา ก็ ดี มนุษย์ ก็ ดี สัตว์ ก็ ดี เปรต อสุรกาย สัตว์ นรก ก็ ตาม ต่าง คน ต่าง เห็น กัน หมด บรรดา นรก ทั้ง หลาย ก็ หมด ลง กลัว เว้น จาก การ ลง โทษ สัก ขมา ก่อน ชั่ว คราว สัตว์ นรก ก็ มี ความ สุข และ ก็ วัน นั้น นั่น เอง ใคร พูด กัน ที่ ไหน ต่าง คน ต่าง ก็ ได้ ยิน ต่าง คน ก็ ต่าง ก็ รู้ เรื่อง ต่าง คน ต่าง รู้ ภาษา กัน เป็น เหตุ ให้ องค์ สมเด็จ พระ ภควรร เป็น ที่ เป็น จิต มุ่ง หมาย เป็น ผูก ใจ ของ บรรดา ประชา ชน ทั้ง หลาย ใน ตอน นั้น มี ท่าน ผู้ ถาม ว่า คน ท่าน ที่ จะ ไป นิพพาน ได้ เฉพาะ เทวดา หรือ พรหม หรือ มนุษย์ เท่า นั้น ใช่ ไหม สมเด็จ พระ จอมไตร บรมศาสดา ก็ ทรง ตรัส ว่า การ ที่ ไป นิพพาน ได้ ไป ได้ หมด คือ พรหม ก็ ไป นิพพาน ได้ เทวดา ก็ ไป นิพพาน ได้ มนุษย์ ก็ ไป นิพพาน ได้ สัตว์ ก็ ไป นิพพาน ได้ คํา ว่า สัตว์ ก็ ไป นิพพาน ได้ ใน ที่ นี้ องค์ สมเด็จ พระ ชินสี ทรง หมาย ความ ว่า สัตว์ ทุก ตน ที่ เกิด เป็น สัตว์ ตั้ง แต่ สัตว์ ใหญ่ สัตว์ เล็ก ก็ ตาม ที นั่น คือ คน คน ที่ สร้าง กรรม ที่ เป็น กุศล สร้าง ความ ชั่ว ถ้า กําลัง ของ กรรม หนัก จริง ๆ พา คน ลง นรก ไป ก่อน เป็น สัตว์ นรก เมื่อ กรรม เบา ขึ้น มา หน่อย หนึ่ง พาน จาก นรก ก็ มา เป็น เปรต จิต ใจ ก็ ยัง มี ความ รู้สึก อย่าง คน เมื่อ กรรม เบา ไป นิด หนึ่ง พ้น จาก ความ เป็น เปรต มา เป็น อสุรกาย ความ รู้สึก ก็ เป็น มี ความ รู้สึก เท่า คน เพราะ ใจ มัน ใจ คน

[10:44]ที่ องค์ สมเด็จ พระ ทศพล กล่าว ว่า แม้ แต่ เทวดา พรหม และ สัตว์ คน และ สัตว์ สัตว์ สามารถ ไป นิพพาน ได้ นั้น องค์ สมเด็จ พระ จอมไตร ตรัส ตาม ความ เป็น จริง ดัง จะ เห็น ได้ ว่า ตาม ที่ บรรดา ท่าน พุทธบริษัท ชาย หรือ หญิง อาจ จะ เคย ได้ ยิน อยู่ เสมอ ว่า ใน สมัย ครั้ง หนึ่ง สมเด็จ พระ ผู้ มี พระ ภาค เจ้า ทรง เกิด เป็น พญา เหี้ย แต่ ความ จริง จะ เรียก ว่า เหี้ย เฉย ๆ ก็ ได้ แต่ ว่า ถ้า เหี้ย พระ โพธิสัตว์ เค้า เรียก ว่า พญา เหี้ย ที่ เรียก ว่า พญา เหี้ย ก็ เพราะ ว่า มี ความ ฉลาด กว่า เหี้ย ธรรมดา ถึง แม้ ว่า จะ เป็น สัตว์ ก็ จะ มี ความ เลื่อมใส ใน พระ พุทธศาสนา ใน วัน หนึ่ง เทวทัตน์ ใน สมัย นั้น บวช เป็น ดาบส พระ พุทธเจ้า เป็น เหี้ย ก็ ไป จํา พรรษา เจริญ สมณธรรม อยู่ ใกล้ ๆ กับ โพรง ไม้ ที่ พญา เหี้ย อยู่ สมเด็จ พระ บรมครู ใน เวลา นั้น เป็น เหี้ย ก็ จริง แล้ว แต่ ถ้า ว่า ใจ เป็น คน ถือ ว่า สัตว์ ทุก ตน ก็ มี สภาพ เช่น เดียว กัน อย่า คิด ว่า มี ใจ เหมือน คน แต่ เฉพาะ พระ โพธิสัตว์ นั่น ไม่ ได้ สัตว์ ทุก ประเภท จะ ลืม ว่า จิต ใจ ก็ คือ จิต ใจ คน จะ ถือ ว่า จะ อยู่ ใน อบายภูมิ ก็ กรรม ชั่ว บังคับ ให้ อยู่ ใน สภาพ ของ สัตว์ ย่อม มี ความ ปรารถนา ไม่ สม หวัง เป็น ทุกข์ ก็ ลง โทษ สําหรับ พญา เหี้ย มา ออก จาก โพรง เอา มา เห็น ดาบส ห่ม จีวร สี กลัก นั่ง หลับ ตา ก็ มี ความ เลื่อมใส ว่า ท่าน ผู้ นี้ มี กําลัง ใจ สูง ทํา บําเพ็ญ พจ ปรากฏ ว่า ความ บริสุทธิ์ ของ จิต ฉะนั้น เหี้ย สมเด็จ พระ ธรรม สามิ เมื่อ เวลา จะ ไป หากิน ก็ เดิน ย้อน มา ที่ ดาบส ก่อน มา ถึง ตรง ข้าง หน้า ก็ ก้ม ศีรษะ ลง กับ พื้น 3 ครั้ง เป็น การ แสดง ความ เคารพ ใน ผ้า กาสาวพัตร์ หลัง จาก นั้น หนอก พระ บรมพงษ์ โพธิสัตว์ จึง ได้ ไป เวลา จะ กลับ มา เข้า ที่ อยู่ ทราย ก็ ทํา เช่น นั้น เหมือน กัน ทํา อย่าง นี้ อยู่ หลาย วัน ปรากฏ ว่า ใน กาล นั้น ใน วัน ต่อ มา ดาบส ผู้ มี ทรง ผ้า กาสาวพัด แต่ ว่า มี ใจ เลว กว่า สัตว์ คือ พระ เทวทัต เกิด มี ความ รู้สึก ว่า เรา อยู่ ใน ป่า นี่ กิน แต่ หัว เหมือก หัว มัน กิน แต่ ลูก ไม้ ใบ ไม้ หรือ ราก ไม้ อาหาร ที่ มี รส อร่อย ไม่ ปรากฏ กับ ตัว เอง เลย แต่ ว่า เจ้า เหี้ย ตัว นี้ มัน อ้วน ดี นะ เจ้า งาน นะ ฮึ แก่ หน้า ก็ เอา เหมือน กัน นะ เจ้า เหี้ย ตัว นี้ มัน อ้วน ดี ถ้า เรา ได้ กิน ยัง มี รส อร่อย มาก ฉะนั้น เวลา ตอน กลาง วัน ที่ เหี้ย ยัง ไม่ ออก มา ที่ ว่า เหี้ย ยัง ไม่ กลับ มา จาก การ หากิน ดาบส ทรชน คน นั้น ก็ ไป เก็บ เอา เครื่อง เทศ เครื่อง แกง เอา เครื่อง แกง มา เก็บ ห่อ เข้า ไว้ ไว้ ใกล้ ๆ วัน รุ่ง ขึ้น เช้า ก่อน ที่ พญา เหี้ย จะ ออก มา ก็ นั่ง หลับ ตา เข้า สมาธิ แต่ ว่า เอา กระบอก ไว้ ใน จีวร เอา มือ กุม ไว้ ใกล้ ๆ ตั้งใจ ว่า วัน นี้ ถ้า เจ้า เหี้ย ตัว นี้ มา หมอบ ก้ม หัว ทอด หน้า ตัก เรา เมื่อ ไหร่ เรา จะ ตี ให้ มัน ตาย แล้ว ก็ จะ แกง กิน ก็ เป็น การ เป็น อย่าง ยิ่ง ชื่อ ว่า พระ โพธิสัตว์ จะ เกิด ไป อะไร ก็ มี ความ ฉลาด ฉะนั้น ใน เวลา ตอน เช้า องค์ สมเด็จ พระ บรมโลกนาถ ซึ่ง เป็น พญา เหี้ย โผ่ ศีรษะ ออก มา จาก โพรง ตั้งใจ จะ เข้า ไป นมัสการ ดาบส ทรยศ คน นั้น แต่ ว่า สมเด็จ พระ ทรง ทัน ซึ่ง เป็น พญา เหี้ย มอง ไป แล้ว เห็น ตา ของ ดาบส หลับ ไม่ สนิท เหมือน วัน ก่อน สมเด็จ พระ ชินวร ชิม มา คิด ว่า ดาบส คน นี้ น่า จะ มี การ ทุจริต คิด ไม่ ชอบ มอง แล้ว ไม่ น่า ไว้ ใจ ก็ ปลูก หัว เข้า ไป ใน โพรง ใหม่ สําหรับ เทวทัต กําลัง หลี่ ตา จ้อง มอง อยู่ เห็น สมเด็จ พระ บรมครู ไม่ โผล่ หัว ออก มา ก็ นึก ใน ใจ ว่า ไอ้ เจ้า เหี้ย ตัว นี้ ราย ยํา ไม่ ออก มา ตาม เคย แต่ ก็ ไม่ เป็น ไร เดี๋ยว มัน ก็ มา กระทํา ท่า หลับ ตา ไม่ สนิท ทํา แบบ นั้น พระ วาระ ที่ 2 สมเด็จ พระ ทรง ทัน ก็ โผล่ ออก มา จาก โพรง อีก ก็ เห็น ตา เทวทัต หลับ ไม่ สนิท อีก ก็ ปลุก เข้า ไป ใหม่ เทวทัต เจ็บ ใจ คิด ว่า ไอ้ เจ้า เหี้ย ตัว นี้ น่า คง จะ รู้ ว่า กูล จะ ฆ่า มัน ถ้า ออก มา คราว นี้ ไม่ ทัน ที่ มัน จะ ปลุก เข้า ไป จะ ไม้ คว้าง กระบาล ให้ มัน ตาย เรา จะ กิน เนื้อ มัน ก็ เป็น การ คน ดี ที่ องค์ สมเด็จ พระ ทรง ทัน เป็น พญา เหี้ย โผล่ ศีรษะ มา เป็น วาระ ที่ 3 จ้อง มอง พระ เทวทัต เห็น หลับ ตา ไม่ สนิท พอ สมเด็จ พระ ธรรม สามิ จะ ดึง ศีรษะ เข้า ที่ เทวทัต ก็ ความ ไม้ คว้าง ไป ทัน ที แต่ เป็น ความ ไว ของ องค์ สมเด็จ พระ ชินสี พระ เทวทัต คว้าง ไม่ ถูก เผอิญ ไอ้ โพรง ไม้ นั้น มัน ก็ อยู่ ใกล้ แม่ น้ํา เมื่อ เอา ไม้ คว้าง ไป สมเด็จ พระ จอมไตร หลบ มัน ก็ ไม่ ถูก ก็ จึง ได้ โผล่ โห ออก มา จึง กล่าว ว่า สมณะ ท่าน ทรง ผ้า กาสาวพัสตร์ คือ ผ้า ย้อม น้ํา ฝาด เป็น ธง ชัย ของ อรหันต์ แต่ ว่า จิต ใจ ของ ท่าน นั้น เลว กว่า เรา ซึ่ง เป็น เหี้ย เสีย อีก นะ จัง งาน นะ ระวัง แล้ว จะ กิน เหี้ย ระวัง เหี้ย มัน จะ ด่า เอา นะ นี่ บรรดา พระ พุทธ บรรดา ท่าน พุทธบริษัท ทั้ง หลาย โดย ถ้วน หน้า ขึ้น ชื่อ ว่า สัตว์ เรา จะ คิด ว่า เป็น สัตว์ เป็น สัตว์ ต่ํา ซาม เสมอ ไป ไม่ ได้ คือ จิต ใจ เป็น คน พระ องค์ สมเด็จ พระ ทศพล ทรง ตรัส ว่า แม้ แต่ สัตว์ ก็ สามารถ จะ ไป นิพพาน ได้ นั้น เป็น ความ จริง เพราะ ว่า ถ้า สัตว์ ทั้ง หมด เค้า ชําระ กฎ ของ กรรม เดิม ที่ เค้า ต้อง ใช้ หมด สิ้น แล้ว คน สัตว์ ทั้ง หลาย เหล่า นี้ ก็ กลับ มา เกิด เป็น คน สามารถ บําเพ็ญ กุศล เข้า ถึง นิพพาน ได้ คราว นี้ การ ที่ จะ เข้า ถึง นิพพาน นี้ องค์ สมเด็จ พระ จอมไตร บรมศาสดา ทรง ตรัส ไว้ เป็น 5 แบบ ด้วย กัน แต่ เป็น 4 แบบ ด้วย กัน คือ แบบ ที่ 1 คือ สุขวิปัสสโก แบบ ที่ 2 เตวิโช แบบ ที่ 3 ชลภิญโญ แบบ ที่ 4 ปริสัมเพช ทัพปโต สําหรับ แบบ ที่ 1 นี่ ชื่อ ง่าย แต่ ทํา ยาก คือ ปฏิบัติ แล้ว ไม่ เห็น อะไร เหมือน คน ตา เอา ผ้า ดํา ผูก ตา เดิน แบบ ที่ 1 ที่ จะ กล่าว กัน ไป ก็ เหมือน กับ บรรดา ท่าน พุทธบริษัท ทั้ง หลาย ทํา กัน อยู่ เวลา นี้ ถ้า ไม่ เลิก ก็ ถึง นิพพาน เหมือน กัน แบบ ที่ 1 ก็ ได้ แก่ 1 ทาน 2 ศีล 3 ภาวนา ทํา ใจ แบบ สบาย ๆ เพราะ ว่า กิเลส สํา ราย การ นี้ ถ้า ตัด ได้ เมื่อ ไหร่ ก็ ถึง นิพพาน เมื่อ นั้น ทาน การ ให้ ที่ บรรดา ท่าน พุทธบริษัท ทั้ง หลาย ถวาย กับ พระ ก็ ดี ให้ กับ คน ยาก จน ก็ ดี ให้ กับ คน ที่ มี ความ ลําบาก ก็ ดี ให้ กับ สัตว์ เดรัจฉาน ก็ ดี ก็ จัด ชื่อ ว่า เป็น ทาน ได้ การ ให้ ทาน ถ้า เรา มี ความ มุ่ง หมาย อย่าง อื่น จะ พลาด จาก นิพพาน ไป นิด หนึ่ง แต่ ต้อง ไม่ มาก นัก ถ้า จิต ใจ ของ บรรดา ท่าน พุทธบริษัท ตั้งใจ โดย เฉพาะ เพื่อ ตัด กิเลส เป็น สมุจเฉทปหาร คิด ว่า การ ให้ ทาน ตัว นี้ เรา ให้ เพื่อ ตัด โลภะ ความ โลภ ทิน อยู่ ใน จิต ของ เรา มัน เป็น สิ่ง สกปรก เรา ให้ ไป ไม่ หวัง ผล ตอบแทน ใด ๆ ใน ชาติ ปัจจุบัน สําหรับ ท่าน ผู้ รับ เขา จะ นํา ไป ใช้ หรือ เขา จะ นํา ไป ทิ้ง มัน เป็น เรื่อง ของ เขา แต่ กําลัง ใจ ของ เรา ตัด เยื่อ ใย ใน ความ ผูก มัด ใน ทรัพย์สมบัติ เกิน ไป ไม่ ให้ มี ใน จิต อย่าง นี้ สมเด็จ พระ ธรรม สามิ ชื่อ ว่า ชนะ ความ โลภ เป็น การ ตัด กิเลส ตัว สําคัญ ราก เหง้า ใน ราก หนึ่ง แล้ว ศีลลไมย บุญ สําเร็จ ใน การ รักษา ศีล การ รักษา ศีล ถ้า จะ ว่า กัน ตาม ประเพณี ก็ ประโยชน์ น้อย เต็ม ที ถ้า พระ สอน ว่า ปาณาติปาตา เวระมะณี แล้ว ก็ ปาปะ ปา มา แล้ว ก็ ปา ไป ใน งาน นะ ต่าง คน ต่าง ปา ต่าง ก็ ไม่ ได้ อะไร ถ้า จะ รักษา กัน ได้ จริง ๆ แล้ว ก็ จะ ต้อง รู้ พื้น ฐาน ของ ศีล พื้น ฐาน ที่ เรา จะ มี ศีล ได้ มัน มี อะไร อยู่ บ้าง จะ จัด ตัว นี้ ให้ มัน อยู่ เพราะ ศีล เป็น ตัว ตัด โทสะ ความ โกรธ คือ ตัด กิเลส ตัว ที่ 2 ถ้า สัตว์ แต่ ว่า สมาทาน มัน ก็ ไม่ ต่าง กับ นก แก้ว นก ขุน ทอง ที่ ก็ สอน พูด ประโยชน์ มัน มี เหมือน กัน แต่ ว่า ไม่ ได้ 1 ใน 100 ถ้า รักษา กัน ให้ ดี แล้ว ก็ ไป นิพพาน ได้ ต้อง จํา ไว้ ว่า ศีล ที่ ยัง มี ขึ้น กระจัย ได้ ต้อง มี เหตุ 3 ราย การ คือ 1 เมตตา ความ รัก 2 กรุณา ความ สงสาร 3 สันโดษ ยินดี เฉพาะ ของ ที่ เรา มี อยู่ โดย เฉพาะ หมาย ความ ว่า ของ ที่ เรา หา มา ได้ เอง โดย ชอบ ธรรม ใน เรา ยินดี เรา ไม่ ยินดี ใน ทรัพย์ สิน ของ บุคคล อื่น ที่ เรา จะ รัก เรา จะ ขโมย รวม ความ ว่า การ รักษา ศีล ศีล จะ ทรง อยู่ ได้ จริง ๆ ไม่ ใช่ สัตว์ แต่ ว่า รักษา คือ 1 มี เมตตา ความ รัก จิต คิด ไว้ เสมอ ว่า เรา จะ เป็น มิตร ที่ ดี ของ คน และ สัตว์ ทั่ว โลก จะ ไม่ เวรเวียน ไม่ เป็น ภัย กับ ใคร ไม่ เป็น ศัตรู กับ ใคร จะ คบ หา สมาคม บุคคล อื่น เหมือน คบ หา ตัว เรา เอง เรา จะ รัก คน อื่น เหมือน กับ เรา รัก ตัว เรา เอง เวร ภัย มัน ก็ ไม่ มี ใน ราย การ ที่ 2 จิต จะ คิด สงสาร หวัง จะ เกื้อกูล ให้ มี ความ สุข คิด ว่า ถ้า เรา สงสาร ตัว เรา เท่า ไหร่ เรา ก็ สงสาร เขา เท่า นั้น เว้น ไว้ แต่ เรื่อง ผิด ระเบียบ วินัย ประเพณี ก็ ต้อง ลง โทษ กัน ตาม ประเพณี อย่าง พระ พุทธเจ้า ลง โทษ พระ ลง โทษ พระ เพราะ ความ เมตตา ปราณี เกรง ว่า จะ เลว เกิน ไป กว่า นั้น อย่าง นี้ เค้า ไม่ ถือ ว่า เป็น ความ โกรธ และ ข้อ ที่ 3 สันโดษ ยินดี เฉพาะ ทรัพย์ สิน ที่ เรา มี อยู่ โดย ชอบ ธรรม หรือ ยินดี เฉพาะ บุคคล คือ คน รัก ที่ เรา มี อยู่ ใน ชอบ ธรรม ไม่ ล่วง เกิน คน รัก ของ บุคคล อื่น นี่ การ รักษา ศีล ถ้า บรรดา ท่าน พุทธบริษัท รักษา ศีล ได้ เหตุ 3 ราย การ อย่าง นี้ โทสะ ความ โกรธ มัน ก็ ลด ลง คือ ว่า ทุก วัน เมื่อ เรา ตื่น ขึ้น มา เรา ก็ ตั้ง ใจ เว้น ความ โกรธ อยู่ แล้ว ความ รัก เป็น การ ตัด ความ โกรธ ความ สงสาร เป็น การ ตัด ความ โกรธ ความ สันโดษ เป็น ตาย เหตุ เป็น เป็น เหตุ ตัด ความ เดือด ร้อน ความ โกรธ ของ บุคคล อื่น นี่ การ รักษา ศีล ได้ ดี องค์ สมเด็จ พระ ชินสี กล่าว ว่า ค่อย ๆ รักษา ไป เรื่อย ๆ ทํา ใจ สบาย ๆ กิเลส คือ โทสะ ก็ ค่อย ๆ ลด ไป ใน ที่ สุด มัน ก็ ยัง หมด ไป เอง นะ นี่ ได้ ดัน สุขวิปัสสโก 3 ภาวนามัย ที่ องค์ สมเด็จ พระ จอมไตร กล่าว ว่า เรื่อง ของ ภาวนา ด้าน สุขวิปัสสโก นี่ มี ฌาน สมาบัติ เริ่ม ต้น ไม่ สูง เริ่ม ใช้ อารมณ์ พิจารณา ตั้ง แต่ คานิก สมาธิ คือ ยาม ปกติ เรา ให้ ทาน คิด ว่า คน ที่ เรา ให้ ทาน ทุก คน เมื่อ เขา รับ ทาน มา แล้ว เขา ก็ มี ความ สุข ใน การ บริโภค ทาน ถ้า ว่า เรา ผู้ ให้ ทาน ก็ ดี เขา ผู้ รับ ทาน ก็ ดี คน ทั้ง หลาย ทั้ง หมด นี้ ไม่ อยู่ ตลอด กาล ตลอด สมัย เกิด ขึ้น เมื่อ ไหร่ เสื่อม ไป ค่อย ๆ เสื่อม ไป ทุก วัน ทุก วัน ใน ที่ สุด ก็ ตาย เหมือน กัน ผู้ ให้ ทาน ก็ ตาย ผู้ รับ ทาน ก็ ตาย เมื่อ เกิด ขึ้น มา ชีวิต อย่าง นี้ พระ พุทธเจ้า กล่าว ว่า ชาติ ทุกขา ความ เกิด เป็น ทุกข์ เรา เกิด มา เรา ต้อง ทํา มา หากิน เรา ต้อง บริหาร ร่าง กาย เรา ต้อง มี ความ หิว ความ หาย ปวด อุจจาระ ปวด สวะ เป็น ความ หนาว ความ ร้อน เกิน ไป ได้ การ ทั้ง หมด นี้ มัน เป็น ทุกข์ เรา ผู้ ให้ ทาน ก็ ทุกข์ ผู้ รับ ทาน ก็ มี ทุกข์ ไม่ มี ใคร ที่ มี ความ สุข จริง เมื่อ ความ แก่ เข้า มา ถึง เรา ก็ ทุกข์ ความ ป่วย ไข้ ไม่ สบาย เข้า มา ถึง เรา ก็ ทุกข์ มี ความ ปรารถนา ไม่ สม หวัง เข้า มา ถึง เรา ก็ ทุกข์ ความ พลัดพราก จาก ของ รัก ของ ชอบ ใจ เข้า มา ถึง ก็ ทุกข์ ความ ตาย จะ เข้า มา ถึง มัน ก็ ทุกข์ รวม ความ เรา กับ เขา ต่าง คน ต่าง มี ทุกข์ เรา กับ เขา ต่าง คน ต่าง ไม่ มี ความ จิรัง ยั่งยืน ราว กับ เขา ต่าง คน ต่าง ตาย จะ เป็น คน ก็ ดี จะ เป็น สัตว์ ก็ ดี วัตถุ ธาตุ ก็ ดี ใน โลก นี้ ไม่ มี อะไร เหลือ นี่ เป็น ด้าน วิปัสสนา ญาณ ควบ สมถะ ของ สุข สุขวิปัสสโก แล้ว ต่อ ใจ จิต จะ คิด มี ว่า ถ้า หาก ว่า เรา ยัง หวัง ความ เกิด เป็น มนุษย์ ก็ ดี เป็น เทวดา ก็ ดี เป็น พรหม ก็ ดี เรา ต้อง เวียน ว่าย ตาย เกิด อย่าง นี้ หา ที่ สุด ที่ สุด ไม่ ได้ เมื่อ องค์ สมเด็จ พระ จอมไตร บรมศาสดา กล่าว ว่า นิพพาน เป็น สถาน ที่ มั่นคง เป็น แดน อมตะ เรา ยอม เชื่อ พระ ทํา จิต ให้ หลุด พ้น จาก กิเลส เป็น สมุจเฉทปหาร คือ ทําลาย ความ โลภ ด้วย การ ให้ ทาน ทําลาย ความ โกรธ ด้วย ด้วย ศีล คือ เมตตา มี เมตตา บารมี เป็น ที่ ตั้ง ทําลาย ความ หลง ด้วย ปัญญา เห็น จริง ว่า โลก นี้ เป็น เที่ยง สัตว์ ที่ เกิด มา แล้ว ก็ ไม่ เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็น อนัตตา ใน ที่ สุด ก็ ต้อง จิต ใจ ของ เรา นี้ ปลอด เปล่า จาก กิเลส ทั้ง 3 ราย การ คือ โลภะ ความ โลภ ไม่ มี โทสะ ความ โกรธ ไม่ มี โมหะ ความ โกรธ ไม่ มี อย่าง นี้ ชื่อ ว่า เป็น นิพพานัง ปะระมัง สุญญัง นิพพาน นิพพาน เป็น ธรรม ว่าง อย่าง ยิ่ง คือ ว่าง จาก ความ เดือด ร้อน คือ ว่าง จาก ความ โลภ ว่าง จาก ความ โกรธ ว่าง จาก ความ หลง จิต ก็ ถึง จุด ตรง คือ นิพพานัง ปะระมัง สุขัง คือ นิพพาน เป็น สุข อย่าง ยิ่ง ใน เมื่อ เชื้อ สาย ความ เล่า ร้อน ไม่ มี จิต ก็ เป็น สุข อย่าง นี้ ท่าน เรียก ว่า นิพพาน ดับ กิเลส มี ปัญญขันธ์ เหลือ มี เวลา อีก 3 นาที พูด มาก ไม่ ได้ ต่อ จาก นั้น ไป องค์ สมเด็จ พระ จอมไตร บรมศาสดา ก็ ตรัส ได้ เตวิโช คือ วิชา 3 อภิญญา 6 ปริเฉท คายา ถ้า จะ ปฏิบัติ ให้ เข้า ถึง นิพพาน ได้ รวด เร็ว แล้ว ได้ กําไร มาก กว่า มี กําลัง ดี กว่า ก็ อย่าง ที่ บรรดา ท่าน พุทธบริษัท ทั้ง หลาย โดย ถ้วน หน้า ได้ มโนยิทธิ ต่าง คน ต่าง ไป ถึง นิพพาน แล้ว ไม่ มี ความ สงสัย ใน คํา สอน ของ องค์ สมเด็จ พระ ปทีปแก้ว คือ คน ที่ ไม่ สงสัย ใน คํา สอน พุทธเจ้า นี่ แล้ว ก็ มี ศีล บริสุทธิ์ เขา เรียก ว่า พระ โสดาบัน และ สกิทาคามี แต่ ต้อง ระวัง ให้ ดี นะ ให้ ศีล มัน บริสุทธิ์ จริง ๆ โดย เฉพาะ อย่าง ยิ่ง คือ ศีล ฆ่า แต่ ศีล ฆ่า บริสุทธิ์ ว่า เข้า ถึง ศีลภต ปรามาส ตัก ตัว นี้ ได้ ถ้า ไม่ มี ความ สงสัย ใน พุทธ ใน พระ พุทธเจ้า ที่ พุทธเจ้า บอก สวรรค์ มี จริง เรา เจอ สวรรค์ แล้ว พรหมโลก มี จริง เรา เจตพรหมโลก แล้ว พระ นิพพาน มี จริง เรา เจตพระ นิพพาน แล้ว นรก เปรต อสุรกาย มี จริง เรา พบ แล้ว ทั้ง หมด เป็น อัน ว่า ทุก คน ไม่ สงสัย ใน คํา สอน ของ องค์ สมเด็จ พระ บรมสุคต ถ้า ไม่ สงสัย ใน คํา สอน อย่าง หนึ่ง มี ศีล 5 บริสุทธิ์ อย่าง หนึ่ง จิต รัก นิพพาน เป็น อารมณ์ อย่าง หนึ่ง อย่าง นี้ ท่าน เรียก ว่า พระ โสดาบัน และ สกิทาคามี ใน การ ปฏิบัติ ใน มโนยิทธิ ได้ กําไร กว่า สุขวิปัสสโก มาก หลัง จาก นั้น บรรดา ท่าน พุทธบริษัท มี ความ มั่น ใจ ใน องค์ สมเด็จ พระ ผู้ มี พระ ภาค ทุก วัน ตาม เวลา สม ควร ต่าง คน ต่าง เอา จิต ไป ตั้ง ไว้ ที่ นิพพาน ตาม ปกติ ตาม เวลา จิต จะ ว่าง จาก กิเลส ถ้า เรา ไป อยู่ ที่ นั่น 1 ชั่วโมง จิต ก็ ว่าง จาก กิเลส บริสุทธิ์ จริง ๆ 1 ชั่วโมง ถ้า อยู่ ครึ่ง ชั่วโมง ก็ ว่าง ครึ่ง ชั่วโมง แต่ ละ คราว อย่า ลืม ว่า วัน หนึ่ง ทํา ได้ 1 ครั้ง วัน ละ 1 ชั่วโมง 10 วัน 10 ชั่วโมง 100 วัน 100 ชั่วโมง 1,000 วัน 1,000 ชั่วโมง ไม่ ช้า จิต ใจ ก็ จะ มี ความ ชุ่ม ชื่น มี ความ เชื่อม กับ การ ว่าง จาก กิเลส เป็น สมุจเฉทปหาร ตาย เมื่อ ไหร่ ก็ ถึง นิพพาน เมื่อ นั้น เอา ล่ะ บรรดา ท่าน พุทธบริษัท ทุก ท่าน อาตมาภาพ เทศนา มา ใน นิพพานคาถา ก็ ขอ ยุติ พระ ธรรมเทศนา ลง คง ไว้ แต่ เพียง เท่า นี้

[27:56]เอวัง ก็ มี ด้วย ประการ ฉะนี้

Need another transcript?

Paste any YouTube URL to get a clean transcript in seconds.

Get a Transcript