[0:00]คดีในวันนี้ครับ จะเป็นคดีที่เกิดขึ้นที่ประเทศบราซิลครับ พี่แฮมไม่ได้เล่าคดีจากประเทศนี้มานานมากแล้ว ซึ่งมันจะเป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เด็กผู้หญิงคนนี้ครับ เป็นเด็กที่เต็มไปด้วยพลัง เธอเป็นเด็กที่น่ารัก สดใสครับ แต่แล้วในวันแห่งความรักของประเทศบราซิลนะครับ ไม่ใช่วันแห่งความรักทั่วไป เธอออกจากบ้านไป แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยครับ เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไนั้น มาติดตามชมได้ใน Final not Found Episode นี้ พร้อมกันเลยครับ
[1:16]สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Final file Podcast วันนี้คุณอยู่กับผม แฮม ทัชพล เช่นเคยนะครับ เพื่อนๆ เป็นไงบ้างครับ ได้พักยาวในช่วง ปีใหม่ไทยนะครับ หรือว่าวันสงกรานต์ ซึ่งอาทิตย์ที่แล้วเราก็เปิดเป็น ลองเพลย์ เนาะ ให้เพื่อนๆ ฟังกันแบบยาวๆ ครับ ทีมงานแล้วก็พี่แฮมก็จะได้พักผ่อนแล้วก็ออกไปเที่ยวกันสนุกสนานกันบ้างนะครับ เพราะว่าเราก็ทำงานกันมาตลอดทั้งปี หารางวัลในชีวิตให้ตัวเองครับ นั่นก็คือ เวลา คุณภาพ ในการที่จะไป พักผ่อนแล้วก็อยู่กับคนที่เรารัก เพื่อนๆ ไปเที่ยวที่ไหน คอมเมนต์บอกพี่แฮมกับทีมงานนิดนึงนะครับ เผื่อว่า ปีใหม่ไทยปีหน้าครับ เราจะได้ลอกกันบ้าง เราจะได้ไปเที่ยวตามเพื่อนๆ บ้างว่า เออ เพื่อนๆ ไปเที่ยวไหน เราจะได้ไปด้วย ไม่แน่นะครับว่า วันหนึ่งตอนที่พี่แฮมไปเที่ยวต่างจังหวัดเนี่ย อยู่ในประเทศไทย อาจจะได้เจอเพื่อนๆ ซึ่งเคยเจอกันเป็นประจำนะครับ ใครที่เจอพี่แฮมตามต่างจังหวัดก็ เข้ามาทักทายได้เลยนะครับ พี่แฮมยินดีที่จะ เจอทุกคนแล้วก็ได้เจอทุกคนตัวเป็นๆ เป็นอย่างมากเลยครับ สำหรับคดีในวันนี้นะ เพื่อนๆ พี่แฮมจะกลับไปที่ประเทศบราซิลครับ ซึ่งนานมากเลยนะ ไม่ได้เล่าคดีจากประเทศนี้เลย ซึ่งคดีจากประเทศนี้หลายๆ คนก็รู้กันดีครับ ว่ามันขึ้นชื่อเรื่องของความโหดเลยใช่ไหมครับ และคดีนี้ต้องบอกว่าโหดไหม พี่แฮมว่าโหดนะ แต่ว่าทีมงานเขาบอกว่า เออ มันก็ประมาณแบบ 3-4 คะแนนนะพี่แฮม ไม่ได้โหดขนาดนั้น แต่เดี๋ยวไงโหดไม่โหดเพื่อนๆ ตัดสินอีกทีนึง แต่ไม่ว่าโหดหรือไม่โหดครับ ก็ต้องเตือนแล้วก็พูดเหมือนเดิมทุกๆ ครั้งว่า Final Not Found ไม่สนับสนุนความรุนแรงทุกประเภท ทุกเรื่องที่นำมาเล่าอยากให้ฟังไว้เป็นแนวทางในการป้องกันตัวเอง แล้วมาทอดบทเรียนครับ จากอดีตที่มันเลวร้ายไม่ให้เกิดกับเราแล้วก็คนที่เรารัก น้องๆ อายุต่ำกว่า 18 ปี ตอนนี้จริงๆ อยากให้ฟังนะลึกๆ เพราะว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัยรุ่นครับ คนที่เกิดเหตุคนที่ถูกเหยื่อเนี่ย เป็นเด็กสาววัยรุ่นเท่านั้นเอง แต่ถ้าเพื่อนๆ อยากจะฟังเพื่อป้องกันตัวเองเนี่ย ไปเอาผู้ใหญ่มาด้วยครับ คุณพ่อคุณแม่เนี่ย ก็ต้องเป็น หนึ่งคนที่มาเป็นตัวละครในการช่วยกันปกป้อง ตัวเราใช่ไหมครับ แล้วเราก็จะได้ปกป้องคุณพ่อคุณแม่ด้วย แลกเปลี่ยนประสบการณ์แลกเปลี่ยนข้อคิดกัน พี่แฮมเชื่อว่านั่นคือประโยชน์สูงสุดที่ได้จากรายการนี้เลยละครับ เอาละ ถ้าเกิดพร้อมกันแล้ว มาฟังเรื่องราวในวันนี้พร้อมกันเลยดีกว่าครับ เรื่องราวนี้ครับ อย่างที่พี่แฮมเกริ่นไปว่าเกิดขึ้นที่ประเทศบราซิล แต่ว่าถ้าเจาะลงไปหน่อยเนี่ย มันเกิดขึ้นที่ย่านที่ชื่อว่า จาดิม อเมริกา ที่อยู่ในรัฐ ริโอเดจาเนโร ครับ ย่านนี้พี่แฮมเล่าบรรยากาศให้ฟังก่อน ย่านนี้เป็นย่านที่ค่อนข้างแออัดนิดนึงด้วยประชากรเนาะ ส่วนใหญ่เนี่ย ก็จะเป็นคนชนชั้นแรงงานครับ แล้วก็เป็นคนชนชั้นกลางระดับล่างลงมานิดนึง แต่ว่าผังเมืองเนี่ย แม้ว่าคนจะอยู่กันหนาแน่น แต่ว่าผังเมืองออกแบบมาค่อนข้างดีมากๆ เนาะ ก็คือเป็นระเบียบเป็นบล็อก คล้ายๆ ที่อเมริกาเลยครับ เป็นบล็อกเป็นตึก ดูแบบตัดกันเป็นเหลี่ยมเป็นมุมได้ อย่างสวยงามเนาะ อย่างก็ตาม แม้ว่าตึกราบ้านช่องจะอยู่ในผังที่ดี แต่ว่าถนนเนี่ยก็ค่อนข้างทรุดโทรมครับ แล้วก็มันก็จะเต็มไปด้วย คุณฝุ่นควันอะนะเพื่อนๆ คือเรานึกภาพคล้ายๆ กรุงเทพในย่านที่แบบใจกลางเมืองก็ได้ รถขับเยอะๆ ควันจากรถอะไรมันก็ขมงมาหมดเลย ย่านนี้เป็นลักษณะแบบนั้นเลยครับ บ้านเรือนส่วนใหญ่ อย่างที่พี่แฮมบอกไปเนาะ เขาอยู่กันเป็นบล็อก อยู่กันเป็นตึก แต่ว่าก็จะมีลักษณะเป็นบ้านปูนก็มี บ้านปูนชั้นเดียวบ้านปูนสองชั้น แล้วก็ถ้าเกิดใครเคยดูสารคดีของประเทศบราซิลครับ บ้านเรือนต่างๆ เหล่านี้ก็จะมีการติดลูกกรงด้วยใช่ไหมครับ เพื่อแบบ เอ่อ ป้องกันโจรแหละเพราะว่าประเทศนี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องของการโจรกรรมเหมือนกัน ดังนั้นประชาชนก็จะมีการติดเหล็กดัดลูกกรงเนี่ย เอาไว้หนาแน่น ดังนั้นพูดให้เห็นบรรยากาศรวมๆ ก่อน ว่าสถานที่นี้ค่อนข้างที่จะอยู่ในบรรยากาศที่อึดอัดนิดนึง แล้วก็ค่อนข้างเงียบเหงาครับในเวลากลางคืน ในย่านนี้ได้มีเด็กสาวอายุ 18 ปี คนนึง เธออาศัยอยู่ที่นี่ครับ ชื่ออ่านยากนิดนึงนะ ชื่อเธอก็คือ มาร์เชลลี จูเลีย อารา อูโจ ดาสินวา ครับ ชื่อคนบราซิลจะยาวๆ แบบนี้ พี่แฮมเรียกเธอว่า มาร์เชลลีแล้วกันเนาะ สั้นดี มาร์เชลลีเนี่ย เธอได้รับการนิยามว่าเป็นเด็กสาวที่เปี่ยมไปด้วยพลังครับ มีความมั่นใจในตัวเองสูง บุคลิกนี่สดใสครับ กล้าแสดงออกแล้วก็ชื่นชอบในการเต้น ชอบเต้นมากๆ เลยชอบเต้นเป็นชีวิตจิตใจ ตัวเธอเองอาศัยอยู่กับคุณแม่แล้วก็พี่สาวครับ ส่วนคุณพ่อท่านตามสื่อไม่ได้มีการระบุมาเนาะ ว่าคุณพ่ออยู่ไหน โดยครอบครัวเนี่ย ทั้งคุณแม่แล้วก็พี่สาวบอกว่า มาร์เชลลีเนี่ย เธอเป็นเหมือนหัวใจของครอบครัวเลย เธอเป็นแบบคนที่ทำให้เหล่าญาติเนี่ย ผูกพันกัน ทำให้เป็นตัวกลางในการที่จะ engage ครับ ดึงทุกคนเป็นแรงดึงดูดเป็นเหมือนแม่เหล็กในการดึงความรักความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวเนี่ย เข้ามาอยู่จุดเดียวกันได้ นอกจากเธอจะเป็นคนที่เป็นที่รักของทุกคนแล้ว มาร์เชลลีเนี่ย ในวัยแค่ 18 ปีนะเพื่อนๆ 18 ปีเนี่ย เธอนอกจากจะเรียนหนังสือ เธอเป็นเด็กที่ขยันมากครับ ขยันขันแข็งอยากจะช่วยเหลือครอบครัวอยู่ตลอดเวลา ตอนนั้นเนี่ย อายุ 18 ก็จริง แต่เธอก็ไปทำงานแล้ว เป็นงานพาร์ทไทม์แบบเด็กนักศึกษาเด็กนักเรียนเนาะ เพื่อเอาเงินเนี่ยมาจับจ่ายใช้สอยสิ่งที่ตัวเองอยากได้ แล้วก็แบ่งเบาภาระของครอบครัวไปด้วย โดยสถานที่ที่เธอไปทำงานพาร์ทไทม์เนี่ย เป็นร้านอาหารจีนครับ เป็นร้านอาหารขายยากิโซบะอะไรประมาณนี้แหละ ซึ่งเจ้าของร้านอาหารเนี่ยเป็นคนจีน เขาชื่อว่า เชา หูชิว ครับ ชาวหูชิวเนี่ย ชาวบ้านเขาบอกโอ้โห ชื่อจีนอ่านยาก คนบราซิลเนี่ย เขาเรียกคนนี้ว่านายเฉา ซึ่งนายเฉาเนี่ยมีอายุ 35 ปี ดังนั้นพี่แฮมขอเรียกเจ้าของร้านอาหารคนนี้ว่านายเฉาแล้วกันเนาะ นายเฉาเนี่ยเดิมทีเป็นพ่อค้าชาวจีนเลยครับ มาจากประเทศจีนแล้วก็ย้ายรกร้างตัวเองมาอยู่ที่บราซิลแห่งนี้ จากนั้นก็มาขายอาหารจีนแล้วก็ขายยากิโซบะด้วยครับเป็นอาหารเส้นเป็นหมีผัดเนาะ มันก็จะมีความเป็นเอเชียเนอะ บางคนก็บอกว่า เออมันก็เป็นอาหารญี่ปุ่นหรือเปล่าพี่แฮม แต่อย่างไรก็ตาม ตามซอสเนี่ยเขาก็บอกว่าขาย ชายนิสฟู้ดนะอาหารจีน แต่ว่ามียากิโซบะเป็นอาหารอยู่ในร้านของเขาด้วย โดยร้านอาหารของเฉาเนี่ย ไม่อยู่ไกลจากบ้านของมาร์เชลลีเลยครับ มาร์เชลลีเด็กอายุ 18 ที่พี่แฮมบอกมาทำงานพาร์ทไทม์เนี่ย บ้านเขาอยู่ตรงข้ามกัน อยู่เยื้องๆ กันเลย เรียกว่าปั่นจักรยานมัน ก็ถึงแล้วครับ ไม่ได้ไกลกันขนาดนั้น โดยตัวเฉาเองเนี่ยเขารู้จักกับครอบครัวของมาร์เชลลีมา แบบตั้งแต่ระยะเวลาแบบยาวนานมากๆ อย่างที่พี่แฮมบอกไปว่ามาร์เชลลีอายุ 18 ใช่ไหม แต่ตอนที่เฉามาตั้งรกร้างมาเปิดร้านอาหารแห่งเนี้ยครับ ตอนนั้นมาร์เชลลีอายุแค่ 8 ขวบเองครับ ยังเป็นเด็กประถมอยู่เลย ดังนั้นเฉาเนี่ย เห็นมาตลอดนะ ตั้งแต่ยังเป็นเด็กประถม เห็นมาร์เชลลีค่อยๆ โตขึ้นมา 8 ขวบ 9 ขวบ 10 ขวบ จนกระทั่งมาเป็น 18 ปีเนี่ย คนภายนอกก็มองว่าเขารักเหมือนลูกเหมือนหลาน แต่ในใจลึกๆ ของเฉาเริ่มไม่ ได้รักแบบลูกแบบหลานแล้วครับ จิตใจของเฉาเนี่ยเริ่มเปลี่ยนจากความเอ็นดู เป็นความหลงใหลครับ เฉาเริ่มที่จะรู้สึกมีความรัก แต่เป็นความรักเชิงชู้สาวครับ อยากที่จะคบหากับมาร์เชลลีเนี่ย ตอนนี้ไม่ได้อยากเป็นลูก ไม่ได้อยากให้เป็นหลานแล้ว อยากให้เป็นคนรักมากกว่าครับ ตอนนั้นเขาก็เลยรู้สึกว่าการที่เป็นแค่เพื่อนบ้าน การที่เป็นนายจ้างเนี่ยเริ่มที่จะไม่พอต่อความต้องการในจิตใจของเฉาแล้ว เฉาเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ พอตอนมาร์เชลลีมาทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านเนี่ย เฉาก็จะเริ่มไปหม้อครับพูดง่ายๆ ไปตามจีบนะ ไปเต๊าะตามตื๊อ ซึ่งก็จะเป็นการแสดงความรักทั้งแบบทางตรง ไปตรงๆ เลย ให้ของพูดจาหวานๆ ตรงๆ กลับเป็นการตีเนียนๆ ครับ แอบแซวแอบอะไรทางอ้อม มีตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนว่ามาร์เชลลีเธอไม่ได้คิดอะไรเลยครับ คือเธอก็เห็นคุณลุงเฉาเนี่ยมาตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กนะ พอโตขึ้นมาเธอก็ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น เธอก็รู้สึกว่านี่คือผู้ใหญ่ที่เธอเคารพรักคนนึง นี่คือเพื่อนบ้านที่เอ็นดูเธอคนนึงเท่านั้นเอง และที่สำคัญมาร์เชลลีเธอไม่ได้โสดด้วยครับ เธอเนี่ยเป็น LGBTQ+ นะเพื่อนๆ ก็คือเป็นกลุ่มผู้ที่ มีความหลากหลายทางเพศ มาร์เชลลีเนี่ย เป็นผู้หญิงแต่ว่าเธอก็มีคนรักเป็นผู้หญิงเหมือนกัน เป็นแฟนสาว แล้วก็ทั้งคู่ก็กำลังมีความสุขแล้วครับ ก็อยู่ในแบบกำลังคบหา มีอะไรทุกอย่างมันก็ลงตัวกันดี ดังนั้นหัวใจเธอ ก็ไม่ได้ว่างอยู่แล้วเนาะ กับเฉาเองเธอก็ไม่ได้คิดอะไร เธอก็อยู่แบบนั้นไปครับ เธอก็ไปทำงานให้เฉา เฉาจะตามตื๊อตามจีบอะไรไปเธอก็ไม่ได้สนใจ ทำหน้าที่ของตัวเองไป แล้วก็กลับบ้านไปทำงานกลับบ้านไปเรียนหนังสือ ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนี้ทุกๆ วัน เวลาผ่านไปจนกระทั่งในคืนวันที่ 12 มิถุนายน ปี 2025 ปีที่แล้วนี่เองครับ ปีที่ผ่านมานี่เอง วันนั้นเนี่ย 12 มิถุนายน สำหรับคนไทยเป็นวันอะไรครับ วันธรรมดา เป็นวันธรรมดา วันนึงเลยครับ แต่ว่าถ้าเป็นที่ประเทศบราซิลเนี่ย มันคือวันแห่งความรักครับเพื่อนๆ คล้ายๆ วาเลนไทน์เนี่ย วาเลนไทน์สากล 14 กุมภาใช่ไหมครับ แต่ว่าวันแห่งความรักของบราซิลเนี่ย เป็นวันที่ 12 มิถุนายน วันนั้นเนี่ยตัวเฉาเนาะ ในฐานะคนที่มันมีความรัก เขารักคนรุ่นหลานอย่างมาร์เชลลีเนี่ย เขาก็เลยติดต่อส่งข้อความเท็กซ์ไปหามาร์เชลลีบอกว่า วันนี้เป็นวันแห่งความรักนะ เป็นวันพิเศษเนี่ย เขาเตรียมตะกร้าของขวัญเอาไว้ให้ อยากจะมอบให้เธอ ช่วยแบบ มาหาเขาที่ร้านหน่อย ตอนนั้นมาร์เชลลีเธอ ก็ไม่ได้คิดอะไร คือเธอไปบ้านเฉาเกือบทุกวันอยู่แล้วเพราะต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ ใช่ไหมครับ แล้วก็บอก อะ อะ ได้ๆๆ เดี๋ยวหนูปั่นจักรยานออกไปเอาของขวัญแล้วก็เดี๋ยวหนูจะกลับมาแล้วกัน ซึ่งในตอนที่มาร์เชลลีเนี่ยปั่นจักรยานออกจากบ้าน กล้องวงจรปิดในพื้นที่แห่งนั้นนะครับ สามารถบันทึกภาพได้ด้วย เป็นบันทึกภาพเห็นมาร์เชลลีเนี่ย กำลังเดินเข้าไปครับ ปั่นจักรยานไปถึงหน้าร้านของเฉาแล้วก็เดินเข้าไปในร้านของเฉาได้ อย่างชัดเจนเนาะ จับภาพได้พอดี จนกระทั่งมาร์เชลลีเนี่ยเดินเข้าไปได้ไม่นาน ตอนนั้นได้มีพยานที่มาให้การในภายหลังเนาะ พยานในพื้นที่เขาก็บอกว่า เฮ้ย ตอนนั้นเนี่ยช่วงประมาณตี 2 กว่าๆ เนี่ยเขาได้ยินเสียงคนทะเลาะกันแบบดังมาก เป็นเสียงเหมือนการต่อสู้แบบ ไอ้ถ้าเราดูหนังนะมันก็เป็นเสียงแบบ หม้อตกกะทะตกใช่ไหม เพราะว่าเป็นร้านอาหาร หม้อตกกะทะตกลงมาโครมเพรมโครมเพรมอะไรหมดเลย ซึ่งมันดังมาจากร้านเฉาครับ แต่ว่าเสียงเนี่ยมันดังอยู่แว๊บเดียว สักประมาณไม่ถึง 1 นาที แล้วมันก็เงียบไป น่าเศร้าก็คือพยานคนนี้เขาก็ไม่ได้คิดอะไรครับ เขาก็คิดว่า คือย่านนั้นน่ะที่พี่แฮมเล่าบรรยากาศในย่านนั้นให้ฟังก่อนเพราะว่า พอเราอยู่ในย่านที่กลุ่มคนอาจจะเป็นกลุ่มคนที่ใช้แรงงานเยอะแล้วก็กลุ่มคนที่ เอ่อ สถานะปานกลางระดับล่างเนี่ย อันนี้พี่แฮมไม่ได้ดูถูกใครนะครับ แต่ว่าบรรยากาศในที่นั้นก็อาจจะมีคนที่ เอ่อ กินเหล้าเมายาหรือว่าเป็นคนที่มีปากเสียงกันได้ง่ายนะครับ สังคมก็อาจจะไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มันสงบมากนัก ดังนั้นการที่คนทะเลาะกันเนี่ย มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้แบบทั่วๆ ไปเลยในบรรยากาศเมืองแบบนั้นก็ ตาม ดังนั้นเหมือนกันพอมีเสียงดังจากร้านของเฉาออกมาเนี่ย ชาวบ้านเขาก็โอ๊ย สงสัยผัวเมียตีกัน เขาคงคิดอย่างนั้นครับ แล้วก็พอเสียงเงียบไป ก็ไม่ได้มีใครแจ้งตำรวจ ไม่ได้มีใครแจ้งเหตุการณ์อะไรนี้ เวลา ก็ผ่านไปจนกระทั่งช่วงเช้ามืด คราวนี้มีกล้องวงจรปิดอีกตัวนึงครับ จับภาพของเฉากำลังเข็นรถเข็นออกจากร้านได้ ซึ่งรถเข็นนั้นนะเพื่อนๆ มันมีผ้าใบสีน้ำเงินเนี่ยคลุม สิ่งของสิ่งหนึ่งที่อยู่บนรถเข็น คือมีรถเข็นใช่ไหม มีอะไรก็ไม่รู้ อยู่บนรถเข็นแล้วก็เอาผ้าเป็นผ้าสีน้ำเงินเนี่ย มาคลุมไว้อย่างมิดชิด เฉาเนี่ยกำลังนำสิ่งนั้นครับ เข็นไปเรื่อยๆ เข็นไปที่รถ ก่อนที่จะเอาสิ่งๆ นั้นนะครับ ที่คลุมผ้าเนี่ย ดันเข้าไป ดันเข้าไปที่ท้ายรถแล้วก็ขับรถมุ่งหน้าออกไปที่บ้านของตัวเอง คือเฉาเนี่ยเขามีร้านอาหารแล้วก็เขามีบ้านพักของตัวเองด้วย ซึ่งบ้านพักของเขาอยู่ในย่านที่ชื่อว่าปาอูนาครับ เฉาก็ขับรถออกไป นั่นคืออีก 1 ภาพจากกล้องวงจรปิดที่จับได้เนาะ ก็คือจับได้ตอนมาร์เชลลีเดินเข้าไปในร้าน และจับได้อีกทีนึงตอนที่เฉาเนี่ยเข็นอะไรก็ไม่รู้ มีผ้าสีน้ำเงินคลุมแล้วก็ใส่รถแล้วก็ขับออกไป ภาพตัดกลับมาที่บ้านของมาร์เชลลีบ้าง ตอนเช้าตื่นขึ้นมา แม่กับพี่สาวก็เอ้า มาร์เชลลีหายไปไหนก็ไม่รู้ คือต้องบอกว่าแต่ละคนก็มีภาระหน้าที่เนาะ บางทีคุณแม่เขาทำงานเหนื่อย พี่สาวทำงานเหนื่อย ต่างคนก็ต่างนอน ไม่มีใครรับรู้เลยครับ ว่าตอนตี 2 เนี่ย มาร์เชลลีออกจากบ้านไป ปั่นจักรยานเนี่ยออกจากบ้านไป จะมารู้อีกทีก็ตอนเช้าคุณแม่ไปปลุก เอ้า ลูกสาวหายไปไหนก็ไม่รู้ ตอนนั้นเนี่ยก็เลยคิดในใจว่า เอ้ย ตอนนั้นกลับไปดู เอ้ย จักรยานไม่อยู่ เป็นไปได้เหมือนกันว่าเธออาจจะปั่นจักรยานออกไปกลางดึกครับ แล้วก็ยังไม่ได้กลับบ้าน ครอบครัวตอนนั้นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะ แม่กับพี่สาวเนี่ยก็เริ่มที่จะออกตามหามาร์เชลลีด้วยตัวเองครับ ติดต่อแฟนสาวติดต่อเพื่อนเนาะ ว่ามาร์เชลลีไปนอนที่บ้านหรือเปล่า มีใครเห็นมาร์เชลลีไหม ก็มีการติดต่อไปก็ไม่มีใครบอกว่าไม่เห็นมีใครเจอมาร์เชลลี มาร์เชลลีไม่ได้ติดต่อใครมาเลย ก็เลยไปขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดครับ จากเพื่อนบ้านเนี่ยแล้วก็ร้านค้าต่างๆ แล้วก็ค่อยๆ ขอไป อะ กล้องนี้ไม่เห็นกล้องนี้ไม่เห็น จนกระทั่งมาเรื่อยๆ นะ สํารวจมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็สํารวจมาถึงบ้านของเฉาครับ แล้วสิ่งที่พวกเธอทั้ง 2 คนเห็นเนี่ย คุณแม่กับพี่สาวมาร์เชลลีเห็นก็คือจักรยาน เพื่อนๆ จำได้ใช่ไหม มาร์เชลลีขับจักรยานนะ ปั่นจักรยานเนี่ยไปที่ร้านอาหารของเฉา ตอนนั้นพอไปถึงร้านอาหารของเฉาเนี่ยเห็นว่า เอ้า จักรยานของมาร์เชลลีเนี่ย ซ่อนอยู่หลังร้านครับ คือไม่ได้จอดธงธงอยู่หน้าร้านนะ เหมือนมีคนพยายามไปแอบซ่อนอยู่หลังร้าน ตอนนั้นพี่สาวกับแม่ก็เลยค่อนข้างมั่นใจว่า เมื่อคืนเนี่ย มาร์เชลลีน่าจะมาที่ร้านของเฉาเนี่ยแหละ และเฉาเนี่ยน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของมาร์เชลลีแน่ๆ ที่สำคัญด้วยความที่เป็นเพื่อนบ้านกันมาอย่างยาวนานครับ มีความแน่นแฟ้นกันเนี่ย พวกเธอทั้ง 2 คนรู้เลยว่าเฉาเนี่ย มีบ้านอีกหลังนึง ซึ่งบ้านของเฉาอย่างที่พี่แฮมบอกไปก็คืออยู่ย่านที่ชื่อว่าปาอูนาเนาะ ดังนั้นตอนนี้เฉาไม่ได้อยู่ที่ร้าน พวกเขาเชื่อเหลือเกินว่าเฉาเนี่ยน่าจะพามาร์เชลลีเนี่ยไปที่บ้านที่ย่านปาอูนา อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม บ้านหลังนั้นครับ คุณแม่กับพี่สาวของมาร์เชลลีเนี่ยรู้ดีเนาะ ว่าบ้านหลังนั้นค่อนข้างออกไปไกลมากๆ เป็นแถบชานเมืองแล้วก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างรกร้าง เชื่อว่าอาจจะเคยไปเยี่ยมมา ก่อนนะครับ ที่สำคัญเนี่ยเฉาเขาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้ตัวนึง สัตว์เลี้ยงตัวนั้นก็คือสุนัขพิทบูลครับเพื่อนๆ เราเห็นข่าวเป็นประจำเลยเนาะว่าสุนัขพันธุ์นี้จะค่อนข้างมีความดุร้ายครับ น้องจะมีความดุร้ายมากๆ ดังนั้นเนี่ยเฉาจะเลี้ยงสุนัขพิทบูล ไว้หน้าบ้านเลย เพราะเวลา มีใครแปลกหน้าเดินไปแถวบ้าน โอ้โหหูย น่ากลัวมากครับ สุนัขตัวนี้นี่ขึ้นชื่อเลยว่าสุนัขของเฉาเนี่ยดุมากๆ เพื่อความปลอดภัย คุณแม่กับพี่สาวของมาร์เชลลีก็เลยคิดว่า เขามั่นใจแล้วว่าเฉาเนี่ยเกี่ยวข้องแน่ๆ แต่ว่าการที่จะบุกไป 2 คนเป็นผู้หญิง 2 คนเนี่ยไปที่บ้านเฉาหลังนั้นเนี่ยไม่ปลอดภัย ก็เลยติดต่อ ไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจครับ บอกตำรวจหมดเลยว่าเนี่ยไปเจอจักรยานแบบนี้ลูกสาวออกไปตอนกลางคืนนะ ตำรวจช่วยหน่อย ช่วยไปตรวจสอบที่บ้านของเฉาเนี่ยไปด้วยกันหน่อย จะได้เข้าไปดูว่าตอนนี้ เฉาอยู่ที่บ้านหลังนั้นไหม แล้วมาร์เชลลีอยู่ที่บ้านหลังนั้นหรือเปล่า และในวันถัดมาครับ ก็คือ 14 มิถุนายน ปี 2025 ละ เพราะว่าวันก่อนหน้าก็หามาทั้งวันแล้วนะกว่าจะได้ข้อมูล ตำรวจก็เลยรอเป็นวันที่ 14 มิถุนายน ทางครอบครัวของมาร์เชลลีครับ คุณแม่พี่สาวพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเนี่ย ก็บุกไปที่บ้านของเฉาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รกร้างที่พี่แฮมว่ามา การบุกเข้าไปครั้งนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่กับทางครอบครัวของมาร์เชลลีได้เจอแน่ๆ ก็คือ น้องหมาใช่ไหมครับ สุนัขพิทบูลสุดโหดตัวนั้น ซึ่งอาการของน้องในวันนั้นเนี่ยคือแบบโอ้โห น้ำลายไหลเยิ้มเลย มีการบรรยายลงในซอร์สข้อมูลว่าสุนัขดูหิวโซมากๆ ครับ เหมือนเฉาเนี่ยปล่อยให้อดอาหารเนาะ เพื่อเพิ่มความดุร้ายครับ ความโหดร้ายของสุนัขตัวนั้น ตอนนั้นทางครอบครัวของมาร์เชลลีก็เลยบอกตำรวจว่า เข้าไปแบบนี้เดี๋ยวโดนกัด น่าจะโดนกัดแน่ๆ ก็เลยใช้ไหวพริบครับเสนอ บอกว่าเอาอย่างนี้แล้วกันเดี๋ยวเราไปซื้อเนื้อ แล้วผสมพวกยาสลึมยาสลบลงไปแล้วโยนให้สุนัขกินดีกว่าไหม ตำรวจเจ้าหน้าที่ ก็บอก เออดีเหมือนกัน เพื่อความปลอดภัย ก็เลยวนกันออกไปครับ วนกันออกไปซื้อเนื้อไปซื้อยาสลบไปซื้อพวกยาสลึมนะผสม สุดท้ายก็โยนครับ โยนไปให้น้องสุนัขพิทบูลตัวนั้นกิน พอน้องหิวกำลังหิวเลย กินเนื้อเข้าไป สักพักเริ่มซึมครับ แล้วก็ค่อยๆ สงบลง คราวนี้เคลียร์ไปแล้ว ด่านน้องหมาเคลียร์ไปแล้ว ทุกคนก็เดินผ่านน้องหมาค่อยๆ เดินย่องเข้าไป ผ่านเข้าไปยังพื้นที่รกร้างด้านในต่อ พื้นที่ด้านในต้องบอกว่าแม้ว่าจะเป็นบ้านแต่ว่ามันก็จะ มีบริเวณรอบบ้านเนี่ย มันมีข้าวของรกเกะกะเต็มไปหมดเลยครับ และท่ามกลางสิ่งของที่มันตั้ง รกเกะกะไปหมดเนี่ย พวกเขาก็สังเกตเห็นผ้าสีน้ำเงินผืนนึง เพื่อนๆ ยังจำได้ใช่ไหมครับ ที่พี่แฮมเล่าไปผ้าสีน้ำเงินที่เฉาเอาไว้คลุมรถเข็นเนี่ย ตำรวจก็เห็นว่า เฮ้ย ใกล้ๆ กับกรงสุนัขเนี่ยมันมีผ้าสีน้ำเงินอยู่ เจ้าหน้าที่ก็เดินเข้าไปครับเหมือนมันคลุมอะไรสักอย่าง เจ้าหน้าที่ก็ตัดสินใจเปิดผ้าคลุมออกมา และสิ่งที่ทุกคนไม่ อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจริงๆ ครับ เพราะว่าใต้ผ้าผืนนั้นก็คือร่างของมาร์เชลลีที่ถูกห่อไว้ด้วยถุงพลาสติกอีกชั้นนึงครับ แล้วก็มีเทปกาวเนี่ยมัดเอาไว้ น้องเสียชีวิตแล้วครับ แล้วสภาพศพของเธอก็คือมีร่องรอยของการถูกทารุณกรรมมาอย่างรุนแรงครับ ที่สำคัญก็คือเจ้าหน้าที่เขาเชื่อเหลือเกินว่าการที่ทิ้งศพเอาไว้ใกล้ๆ กับกรงของสุนัขเนี่ย เขาเข้าใจว่าเจตนาคืออยากให้สุนัขเนี่ยมา กินศพนะครับเพื่อนๆ เพียงแต่ว่าตอนนั้นเนี่ยสุนัขอาจจะยังไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่อยากจะกินเนื้อของคนน่ะเนาะพูดง่ายๆ มันยังอยู่ในอาการที่แบบกำลังหงุดหงิดหรืออะไร ก็แล้วแต่ สุดท้ายเนี่ยเหมือนเจ้าหน้าที่มาเจอร่างนี้ก่อนครับ ทำให้ศพเนี่ยไม่ได้มีการถูกกัดกิน ซึ่งมันไม่ตรงตามแผนกับคนร้ายที่ต้องการอําพรางศพ คราวนี้เจอศพแล้วใช่ไหมครับ ตำรวจก็มีการนำศพของมาร์เชลลีเนี่ย ไปทำ การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ ก่อนที่ผลการชันสูตรจะระบุออกมาว่าสาเหตุการเสียชีวิตของเธอเกิดจาก การถูกรัดคอนะครับ จนกระทั่งขาดอากาศหายใจ แน่นอนว่าผู้ต้องสงสัยในคดีนี้มีอยู่คนเดียวครับ ก็คือ นายเฉา เจ้าของร้านอาหารแล้วก็เป็นเจ้าของบ้านที่พบศพนี้เอง ปัญหาคือเจ้าหน้าที่เนี่ยไม่สามารถที่จะไปจับกุมนายเฉาได้เลยตอนนั้น แต่ว่าเขาต้องการที่จะหาหลักฐานครับ เป็น solid evidence ในการที่จะมัดตัวเขาได้ เริ่มต้นก็คือเจ้าหน้าที่ไปขอภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมจากที่ครอบครัวไปขอ คือเรานึกภาพเนาะ ครอบครัวไปขอเนี่ยบางร้านเขาก็ให้ บางร้านเขาก็ไม่ให้ใช่ไหม บางบ้านเราสนิทหน่อยเขาก็ให้ดู บางบ้านไม่สนิทเขาก็ไม่ให้ดูครับ แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีหมายศาลมีหมายค้นมีหมายตรวจดูเนี่ย เขขอได้หมดเลย สุดท้ายก็ไปเจอ กล้องวงจรปิดที่จับภาพได้ 2 ภาพนะจริงๆ ครับ เป็นภาพที่มาร์เชลลีเดินเข้าไปในร้านอาหารกับภาพที่เฉาเข็นรถเข็นแล้วมีผ้าสีน้ำเงินคลุมอยู่ครับ นี่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่สุดท้ายตอนหลังตำรวจไปเจอนะครับ และนี่เอง 2 ภาพนี้จากกล้องวงจรปิด มันคือหลักฐานสำคัญแล้วครับ แค่นี้ก็มากเพียงพอแล้วที่จะสามารถสรุปได้เลยว่าเฉา นี่แหละคือผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม มาร์เชลลีได้ทันที คราวนี้ตำรวจก็เลยไปที่ร้านขายอาหารก่อนเนาะ ร้านอาหารของเฉาก่อน ซึ่งพอไปตรวจสอบเนี่ยปรากฏว่าร้านอาหารดูทำความสะอาดมันแบบสวยนิ้งเลยครับ ร้านอาหารที่ดูแบบสะอาดมากๆ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ก็ใช้สารลูมิโนเนาะ ใครดูคดีมาเยอะๆ ใครฟังคดีมาเยอะๆ ก็จะรู้ว่าต่อให้ทำความสะอาดมาดีแค่ไหน ถ้าใช้สารลูมิโนเนี่ยก็จะ เห็นลักษณะร่องรอยของคราบเลือดอยู่ดีเนาะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็พบค่าเลือดเต็นท์เลยครับ เต็มไปหมดเลยเต็มร้านไปหมดเลย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการต่อสู้กันก่อนเนาะก่อนที่จะมีการรัดคอเหยื่อจนเสียชีวิต อีกอย่างนึงที่พบเป็นหลักฐานแล้วก็เป็นหลักฐานที่คุณแม่กับพี่สาวมาร์เชลลีเจอ ก่อนหน้านั้นก็คือจักรยานนะครับ ซึ่งจักรยานก็อยู่ในสภาพที่ถูกซ่อนเอาไว้หลังร้านเนาะ ซึ่งมันไม่ ใช่ลักษณะของการแบบขับมาจอดธรรมดา แต่ว่าเป็นการนำไปซ่อนเอาไว้ ยังไม่พอ ตำรวจไปสอบปากคำเพื่อนบ้านด้วย ก็สอบปากคำคนที่พักอยู่ในย่านเดียวกัน เพื่อนบ้านของเฉาด้วยเนาะ ก็เป็นพยานนะคนนั้นแหละครับที่พี่แฮมบอกว่าเข บอกว่าตอนกลางคืนเนี่ยได้ยินเสียงเหมือนคนทะเลาะกัน ได้ยินเสียงเหมือนคนต่อสู้กันแต่ว่ามันแค่แว๊บเดียวเนาะแล้วก็เงียบไปเขาก็เลยไม่ได้แจ้งความครับ ซึ่งพยานคนนี้แหละที่เขามาบอกตำรวจในภายหลัง กลับมีพยานอีกคนนึงเข บอกว่า เนี่ยเขาเนี่ยเห็นเฉากำลังแบบล้างพื้นนะ ช่วงแบบตี 3 ตี 4 เนี่ย ล้างพื้นด้วยน้ำที่ปริมาณมากผิดปกติ ซึ่งมันผิดวิสัยใน การทำความสะอาดร้านครับ คือโดยปกติร้านอาหารเขาก็จะมีการเช็ดถูล้างหน้าบ้านอะไรอย่างนี้เป็นประจำ แต่เขารู้สึกว่าวันนั้นเฉาใช้น้ำแบบเยอะมากๆ เลยเนาะในการล้างบ้านของตัวเองครับ
[32:29]พยานคนนี้ก็เลยนำข้อมูลนี้มาซัพพอร์ตครับ เป็นข้อมูลเสริมเพิ่มเติม เข้าไปให้ตำรวจเนี่ยมั่นใจยิ่งขึ้น และเนื่องจากคดีนี้ครับ อย่างที่พี่แฮมบอกไปว่าเกิดขึ้นมาปีที่แล้วเนาะ ปี 2025 ดังนั้นนอกจากหลักฐานทางกายภาพแล้ว หลักฐานทางดิจิทัลเนี่ยก็ถูกนำมาใช้เช่นเดียวกัน ตำรวจแกะรอยโทรศัพท์ด้วยครับ มีการตรวจสอบพวกเครื่องมือสื่อสารของเฉาต่างๆ ทั้งก่อนแล้วก็หลังเกิดเหตุครับ โดยเจ้าหน้าที่เนี่ยไปขอหมายศาลเนาะ แล้วก็ส่งไปให้ผู้ให้ บริการทาง เอ่อ เครือข่ายมือถือเนี่ย เพื่อเจาะเข้าไปดูในข้อมูลในโทรศัพท์ของเฉาว่ามีการโทรหาใคร มีการส่งข้อความหาใครหรือเปล่า ในที่สุดเนี่ย เจ้าหน้าที่ก็ไปเจอหลักฐานข้อความที่เฉาส่งไปให้มาร์เชลลีครับ ว่าเนี่ยตัวเองเตรียมของขวัญเอาไว้สำหรับวันแห่งความรักจะมอบให้ กับมาร์เชลลี อันนี้ชัดเจนครับ ว่าเป็นการล่อลวงเหยื่อเข้ามา และสำคัญไปมากกว่านั้นก็คือ หลังจากที่เกิดเหตุเนี่ย ตำรวจเขคาดว่าหลังจากเกิดเหตุไปแล้ว เฉามีการส่งข้อความไปหาคนใกล้ชิดครับ แล้วก็เป็นการส่งข้อความในเชิงสั่งลาด้วย คือเฉาพิมพ์ไปในลักษณะที่บอกว่า เราเนี่ยผมเนี่ยทำอะไรที่แบบมันผิดพลาดใหญ่หลวงขึ้นไป ผมขอโทษนะประมาณนี้ แต่ว่าเขาไม่ได้บอกว่าเขาทำอะไรเนาะ และหลังจากนั้นเฉาก็ปิดโทรศัพท์มือถือแล้วก็หลบหนีไปที่รัฐเซาเปาโลครับ สุดท้ายเลย พี่แฮมพูดถึงหลักฐานหมดเลยเพื่อให้เพื่อนๆ ให้ความสำคัญกับหลักฐานในการจับกุม ใครสักคนนึงเนาะ หลักฐานทางกายภาพไปแล้วใช่ไหม ภาพกล้องวงจรปิด หลักฐานทางดิจิทัลก็ได้มาแล้ว สุดท้ายเลยเรียกว่าดิ้นไม่หลุดแน่ๆ เป็น Solid Evidence แล้วก็ใช้กับหลากหลายคดีมากๆ ก็คือหลักฐานของ DNA ครับ มีการตรวจพบ DNA ของเฉาเนี่ยเต็มร่างกายของมาร์เชลลีหมดเลยครับ ศพของน้องมี DNA ของเฉาติด เต็มไปหมดเลย ไม่ใช่แค่ศพของน้องนะ ผ้าคลุมสีน้ำเงินด้วยอันนี้ก็ชัดเจนว่ามี DNA ของเฉา หลักฐานเหล่านี้มันมากเพียงพอแล้วครับ ที่เจ้าหน้าที่จะออกหมายจับเฉาได้ทันที แต่ยังที่เล่าไปเนาะ หลังเกิดเหตุเนี่ยตำรวจจับได้แล้ว จับสัญญาณโทรศัพท์ได้แล้วว่าเฉามีการหนีข้ามรัฐครับ ไปอยู่ที่รัฐเซาเปาโลแทน ตอนนั้นตำรวจก็ประสานงานข้ามเขตข้ามรัฐกันเลย แล้วก็ทำงานกันเร็วมากๆ ครับ สุดท้ายวันที่ 17 มิถุนายนครับ ปี 2025 เนี่ยผ่านมาไม่กี่วัน ตอนนั้นเนี่ย พี่แฮมต้องเล่าบรรยากาศคือมันน่าเศร้ามากๆ วันที่ 17 มิถุนายนเป็นวันที่ครอบครัวจัดงานศพครับ เป็นพิธีฝังศพให้กับน้องมาร์เชลลีพอดี แล้วก็เป็นวันเดียวกันที่เฉาเนี่ยถูกจับกุมได้พอดีพอดีเลยครับ วันเดียวกันเป๊ะ ซึ่งตอนนั้นเนี่ยเฉาอยู่ในสภาพที่ตอนที่เห็นเจ้าหน้าที่ เหมือนโดนผีหลอกเลย เขาตกใจมากๆ ครับ เพราะเขาไม่คิดเลยว่าตำรวจเนี่ยจะตามตัวของเขาได้เจอเร็วขนาดนี้ ใช้เวลาแค่ 3-4 วันเนี่ยสามารถจับกุมเขาได้แล้ว หลังจากจับกุมมาได้ครับ เฉาก็เรียกว่าสิ้นฤทธิ์เนาะเพื่อนๆ ไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเขาก็ยอมรับสารภาพออกมาทั้งหมดเลย และแน่นอนว่าแรงจูงใจที่เฉาทำไปเนี่ย เฉาไม่ได้บอกครับ ว่าเขานี่หลงรักมาร์เชลลีเนาะ แต่เข บอ กว่าเขาทำไปเนี่ยเพราะเขาไม่รู้ตัว เขาดันเสพกัญชาเข้าไป เสพเข้าไปแล้วมันหลอน พอหลอนไม่มีสติก็เลยทำอะไรไปอย่างที่แบบตัวเองไม่ได้คาดคิดเอาไว้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเฉาโกหกครับ ไม่ได้คิดว่าเขาแบบไม่มีสติแล้วไปทำ คือเฉาพยายามจะอ้างเพื่อลดโทษตัวเอง แต่จริงๆ แล้วแรงจูงใจน่าจะเกิดจากความโกรธแค้นมากกว่า โกรธแค้นที่ถูกปฏิเสธความรักจากเด็กสาวครับ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ไปสืบประวัติเฉามาเนาะ ก็พบว่าเขาเนี่ยเฝ้าดูมาร์เชลลีมาตลอด เห็นการ เอ่อ เติบโตของเธอ เห็นว่าเธอแบบสุดท้ายก็แบบปฏิเสธความรักจากเขา แล้วแถมมีแฟนผู้หญิงอีก ทำให้เขาเนี่ยรู้สึกว่า เฮ้ย ตัวเองโดนด้อยค่า รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความสนใจครับ สุดท้ายเฉาก็เลยเปลี่ยนจากความหลงใหลเนี่ยไปเป็นความคลั่งแล้วก็ไปเป็นความแค้นแทน ความผิดชัดเจนมากๆ ครับ หลักฐานก็แน่นหนามากๆ แต่ว่าอย่างที่บอกไปว่าคดีนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วนะครับเพื่อนๆ ดังนั้นแล้วครับ เชา หูชิว หรือว่านายเฉาคนนี้เบื้องต้นเนี่ย ถูกตั้งข้อหาไว้ ก่อนก็คือฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ข้อหาทำร้ายผู้หญิงครับ แล้วก็ข้อหาอําพรางศพ ซึ่งปัจจุบันนี้เขาอยู่ในคุกแล้วครับ เขาถูกไปขังคุกอยู่ที่ ริโอเดจาเนโรเนาะ เมืองที่เกิดเหตุ นั่นแหละ เพื่อรอการถูกนำตัวไปพิจารณาคดีในชั้นศาลครับ แต่ว่ามีการคาดการณ์เนาะ คาดการณ์ว่าเฉาเนี่ยน่าจะโดนแบบ โดนเต็มๆ อะครับ ความผิดไม่น่าจะดิ้นหลุดได้ ดังนั้น ตามกฎหมายของบราซิล ถ้าตาม 3 ข้อหาที่พี่แฮมพูดไปเนี่ย คาดว่าเฉาเนี่ยโดนน้อยที่สุด 30 ปีครับ และโดนมากที่สุดเนี่ยน่าจะอยู่ที่ 60 ปีนะครับเพื่อนๆ แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้พี่แฮมเช็กข้อมูลล่าสุดเนี่ย คดีของเฉายังไม่ได้มีการตัดสินอย่างเป็นทางการครับ แต่ไม่ต้องห่วง ในเฉาเนี่ยตอนนี้นอนรออยู่ในคุกเรียบร้อยแล้วครับ และนี่ก็คือเรื่องราวที่พี่แฮมนำมาฝากในวันนี้ และคดีนี้ก็ปิดตัวลงไปอย่างน่าเศร้าอีกเช่นเคยครับ
[40:51]อย่างที่บอกไปเนาะ คดีนี้มันน่าเศร้ามากๆ เพราะว่าคนที่ก่อเหตุเนี่ย มันคือคนที่เราเห็นน่ะ มันคือคนที่เรารู้จัก มันไม่ ใช่นักฆ่าโรคจิตที่แบบเดินดุ่มๆ มาสุ่มฆ่าเหยื่ออย่างนั้นไม่ใช่เลย
[42:09]แต่สำหรับ Final Not Found ครับ รอออกอากาศแบบนี้ทุกๆ วันอังคารนะครับ ทางช่องของ Final Not Found เหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็น YouTube Spotify Soundcloud PodBean Apple Podcast ครับ ใครที่อยากฟังแต่เสียงเนาะฟังเป็น ASMR ฟังนอนฟังยาวๆ หรือว่าขับรถ ตอนนี้ก็น้ำมันแพงมากๆ นะครับ ดังนั้น ขับรถแล้วอาจจะเครียดรู้สึกน้ำมันแพงฟัง Final Not Found จะได้ใจเย็นๆ นะครับ แล้วเราจะได้ไปโมโหฆาตกรแทนไม่ต้องโมโหน้ำมันที่มันแพงขึ้นนะครับ สุดท้ายดูแลตัวเองดีๆ ครับเพื่อนๆ ผ่อนคลายความเครียดนะครับ อยากให้ทุกอย่างมากดทับจิตใจของเรามากจนเกินไป และเจอกันใหม่อากาศหน้าสำหรับวันนี้พี่แฮมลาไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ



