Thumbnail for หลวงพ่อฤาษีลิงดำ "ทำพุทธานุสติให้เป็นสมาบัติ" - ย่อธรรม ฟังธรรมะ by ย่อธรรม

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ "ทำพุทธานุสติให้เป็นสมาบัติ" - ย่อธรรม ฟังธรรมะ

ย่อธรรม

25m 46s3,535 words~18 min read
Auto-Generated

[0:01]การเจริญพระกรรมฐานในด้านพุทธานุสติกรรมฐาน จากระบบปฏิบัติ ตาม แบบ ที่ พิจารณา ถึง คุณ ของ องค์ สมเด็จ พระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ท่าน กล่าว ว่า ย่อม มี กำลัง แค่ อุปจาร สมาธิ คราว นี้ สำหรับ พระ อาจารย์ ผู้ สอน ที่ มี ความ ฉลาด ท่าน สอน กัน ต่อ ๆ กัน มา หรือ สามารถ ดัด แปลง เอา พุทธานุสติ กรรมฐาน ให้ เป็น ฌาน สมาบัติ วัน นี้ ก็ จะ อธิบาย เรื่อง การ เจริญ พระ กรรมฐาน ใน ด้าน พุทธานุสติ กรรมฐาน จาก อารมณ์ อุปจาระ สมาธิ มา เป็น ฌาน 4 ใน การ เจริญ พระ กรรมฐาน ถ้า มี ความ เข้าใจ กรรมฐาน ทุก กอง ก็ ทำ เป็น ฌาน 4 ได้ เหมือน กัน หมด แล้ว ก็ ต่อ เป็น สมาบัติ 8 ก็ ได้ ใน การ เจริญ พุทธานุสติ กรรมฐาน ให้ เป็น ฌาน ท่าน ก็ ใช้ คำ ภาวนา เป็น พื้นฐาน คือ ใคร่ครวญ ตาม ความ ดี ที่ องค์ สมเด็จ พระ สัมมา สัมพุทธเจ้า สอน ตาม แบบ ที่ กล่าว มา แล้ว นี้ ต้องการ ให้ เป็น ฌาน อย่าง ยิ่ง ก็ งด การ พิจารณา นั้น เสีย จิต น้อม ยอมรับ นับ ถือ ความ ดี ของ พระ พุทธเจ้า การ ที่ ว่า จิต ยอมรับ นับ ถือ ความ ดี ของ พระ พุทธเจ้า นี่ เรา ไม่ ได้ ถือ เนื้อ ถือ หนัง ถือ รูป ร่าง ของ ท่าน เป็น สำคัญ เนื้อ หนัง รูป ร่าง ของ พระ พุทธเจ้า พระ พุทธเจ้า ไม่ ได้ ถือ ว่า เป็น พระ พุทธเจ้า เพราะ ความ เป็น พระ พุทธเจ้า มา จาก การ บรรลุ ธรรม อภิเษก ไม่ ใช่ ว่า เกิด มา เป็น คน แล้ว ก็ เป็น พระ พุทธเจ้า ฉะนั้น พระ พุทธเจ้า ทรง ตรัส แก่ พระ อานนท์ ใน ตอน ที่ จะ เข้า สู่ พระ ปรินิพพาน ว่า อานันทะ ดู ก่อน อานนท์ เมื่อ เรา นิพพาน ไป แล้ว พระ ธรรม วินัย ที่ เรา สอน เธอ ทั้ง หมด นี้ จะ เป็น ศาสดา สอน เธอ ศาสดา นี้ แปล ว่า ครู นี่ เรา จะ เห็น ได้ ว่า ความ เป็น พระ พุทธเจ้า ก็ คือ พระ ธรรม คำ สั่ง สอน นั่น เอง นี้ เรา มา เปลี่ยนแปลง จาก การ พิจารณา ความ ดี เอา จิต เข้า มา จับ ความ ดี จุด เล็ก คือ แทน ที่ จะ เป็น การ ใคร่ครวญ ก็ กลับ มา ภาวนา นึก ว่า พระ พุทธเจ้า ทรง มี พระ มหา กรุณาธิคุณ ยิ่ง ใหญ่ เรา จะ ผูก ใจ ของ เรา ให้ จับ อยู่ เฉพาะ ความ ดี ของ พระ พุทธเจ้า เท่า นั้น ท่าน ยัง สอน ให้ ใช้ คำ ภาวนา แทน พิจารณา แต่ ว่า เรา ก็ ไม่ ทิ้ง คำ พิจารณา ความ ดี ของ พระ พุทธเจ้า ให้ จิต เข้า ถึง ความ ดี ของ พระ องค์ เป็น การ สร้าง ธรรม ปีติ ความ มั่น ใจ ใน ความ ดี ก่อน เมื่อ เรา พิจารณา ความ ดี ใคร่ครวญ ความ ดี ของ พระ องค์ แล้ว เมื่อ ใจ สบาย ก็ จับ อารมณ์ เป็น สมาธิ พิเศษ คือ ใช้ อานาปานุสติ กับ พุทธานุสติ ควบ กัน ไป โดย ใช้ คำ ภาวนา ว่า พุทโธ นี่ ง่าย ดี ความ จริง การ ภาวนา ถึง คำ ภาวนา ใน ด้าน พุทธานุสติ กรรมฐาน นี่ ว่า ได้ หลาย อย่าง อิติปิโส เบื้อง ต้น ทั้ง หมด ทั้ง 9 ข้อ เรา ว่า ได้ ทุก ข้อ จะ ว่า ข้อ ใด ข้อ หนึ่ง ก็ ตาม ก็ ชื่อ ว่า เป็น พุทธานุสติ กรรมฐาน ทั้ง นั้น หรือ การ ที่ ท่าน ตรัส เอา ใช้ คำ ว่า พุทโธ ก็ เป็น การ สะดวก กับ บุคคล ผู้ ฝึก จิต ใน ตอน แรก ก็ ใน ตอน ต้น ให้ ให้ พิจารณา ลม หายใจ เข้า ออก พร้อม คำ ภาวนา เวลา หายใจ เข้า นึก ว่า พุทธ เวลา หายใจ ออก นึก ว่า โท อันดับ แรก จับ แค่ จมูก ก่อน หายใจ เข้า ก็ นึก ว่า พุท หายใจ ออก ว่า โท เอา แค่ นี้ ให้ จิต สบาย นี้ พอ จิต มี ความ สบาย มี กำลัง เป็น สมาธิ สูง ขึ้น จิต จะ รู้ อารมณ์ ลม กระทบ สัมผัส ภาย ใน หายใจ เข้า จิต ลม จะ กระทบ จมูก กระทบ หน้า อก แล้ว กระทบ ศูนย์ เหนือ สะดือ หายใจ ออก กระทบ ศูนย์ เหนือ สะดือ กระทบ หน้า อก แล้ว กระทบ ริม ฝีปาก หรือ จมูก ถ้า ปรากฏ ว่า ลม กระทบ 3 ฐาน มี ความ รู้สึก แบบ สบาย หรือ มี จิต ใจ ละเอียด ไป ยิ่ง กว่า นั้น รู้สึก ลม ไหล ลง ไป ตั้ง แต่ ต้น ยัน ท้อง ไหล จาก ท้อง มา ยัน จมูก ออก ทาง จมูก อย่าง นี้ ก็ ยัง ดี ใหญ่ ที่ จะ มี ความ รู้สึก อย่าง นี้ ต้อง ปล่อย อารมณ์ ลม หายใจ เข้า ออก ตาม ธรรมดา อย่า หายใจ แรง ๆ ยาว ๆ บังคับ ให้ หนัก ๆ อัน นี้ ไม่ ได้ ต้อง ปล่อย จน ลม หายใจ เป็น ตาม กฎ ธรรมดา ที่ เรา จะ รู้ ได้ ก็ อาศัย สติ สัมปชัญญะ ของ เรา มัน ดี หรือ มัน เลว เท่า นั้น ถ้า สติ สัมปชัญญะ ของ เรา ดี จิต เป็น สมาธิ มาก ก็ รับ สัมผัส ได้ 3 ฐาน ถ้า มี อารมณ์ ละเอียด กว่า นั้น ก็ รู้ ลม ไหล เหมือน กับ น้ำ ไหล เข้า น้ำ ไหล ออก ถ้า รู้ ลม ได้ 3 ฐาน ก็ ดี รู้ ลม ไหล เข้า ไหล ออก ตลอด เวลา อย่าง นี้ ชื่อ ว่า จิต เป็น ฌาน เรียก ว่า ปฐมฌาน พร้อม กัน ก็ ทรง คำ ภาวนา ไว้ ด้วย นี้ ถ้า ภาวนา ไป ภาวนา ไป รู้สึก ว่า ลม หายใจ เบา ลง เบา น้อย ลง จิต ใจ มี ความ ชุ่มชื่น คำ ภาวนา หาย ไป หยุด ภาวนา ไป เฉย ๆ มี ใจ สบาย ลม หายใจ อ่อน ลง มี ความ ชุ่มชื่น มาก กว่า จิต ทรง มาก กว่า อย่าง นี้ เป็น ฌาน ที่ 2 ต่อ ไป ความ ชุ่มชื่น หาย ไป มี แต่ อาการ เครียด จิต ใจ สบาย ลม หายใจ เบา ลง ได้ ยิน เสียง ภาย นอก น้อย ลง ไป จิต ใจ ทรง ตัว ดิ่ง ไม่ มี อาการ ไม่ อยาก เคลื่อน มี ร่าง กาย คล้าย กับ มี อาการ ทรง ตัว เหมือน หลัก ปัก แน่น ๆ หรือ ว่า ใคร เข้า มัด ตัว ตรึง ไว้ เฉย ๆ ไม่ อยาก เคลื่อน จิต ไม่ อยาก จะ ขยับ เขยื้อน ไป ไหน อัน นี้ เรียก ว่า ฌาน ที่ 3 นี่ คำ ภาวนา ไม่ มี เหมือน กัน คำ ภาวนา นี่ มี แค่ ตั้ง แต่ คณิก สมาธิ อุปจาระ สมาธิ และ ปฐม ฌาน เท่า นั้น นี้ ต่อ ไป เริ่ม ต้น แล้ว จับ คำ ภาวนา แล้ว ก็ ต่อ มา ปรากฏ ว่า จิต มี อารมณ์ สว่าง สดใส มี จิต ใจ ชุ่มชื่น มี อารมณ์ ทรง ตัว เป็น ปกติ ไม่ เคลื่อนไหว ไป ไหน ทรง ตัว แบบ สบาย มี ความ โปร่ง อยู่ ใน ใจ มี ความ สว่าง มาก แต่ ว่า ไม่ ปรากฏ ลม หายใจ หู ไม่ ได้ ยิน เสียง ภาย นอก ไม่ ยุง ไม่ ใหญ่ หรือ พุ มา จุบ ใกล้ ๆ ก็ ไม่ ได้ ยิน อย่าง นี้ เป็น อาการ ของ ฌาน ที่ 4 นี่ ก็ มี ตอน หนึ่ง พระ บาท สมเด็จ พระ เจ้า อยู่ หัว ทรง ตรัส ถาม พระ อาจารย์ ท่าน หนึ่ง ก็ ไม่ ขอ ออก นาม ใน ที่ นี้ พระ องค์ ทรง ตรัส ถาม ว่า เวลา ที่ จิต ทรง สมาธิ หนัก ๆ ทรง สมาธิ สูง ๆ แล้ว ยุง กัด ไม่ รู้ เรื่อง ใช่ ไหม พระ อาจารย์ องค์ นั้น ท่าน ก็ ตอบ ว่า ไป หา วง ลวด ไป เถอะ ก็ แล้ว กัน คือ ท่าน ถาม ว่า เวลา จิต ที่ ทรง สมาธิ หนัก ๆ ทรง สมาธิ ได้ สูง ย่อม ไม่ ได้ ยิน ใน เสียง หรือ ไม่ รำคาญ ใน เสียง ใช่ ไหม พระ องค์ นั้น ท่าน ก็ ตอบ ว่า ไป หา ที่ เงียบ ๆ นั่ง ก็ แล้ว กัน ถ้า ตอบ กัน แบบ นี้ มัน ก็ เจ๊ง กัน ด้วย ประการ ทั้ง ปวง เป็น อัน ว่า ผู้ ตอบ มี ความ ดี หรือ มี สมาธิ ไม่ เท่า ผู้ ถาม นี้ ถ้า หาก ว่า จะ ตอบ กัน ตาม แบบ ฉบับ ของ การ เจริญ สมาธิ ไอ้ เรื่อง ยุง ก้น ลิ้น กัด นี่ มัน ไม่ กวน ใจ เรา ตั้ง แต่ อุปจาร สมาธิ พอ จิต พาน ปีติ เข้า ถึง สุข มัน จะ มี ความ สุข เงียบ เย็น มี ความ สบาย ไอ้ เรื่อง การ เสียง เรา ได้ ยิน ก็ เหมือน กัน แต่ มัน ก็ ไม่ กวน ใจ ใจ เรา ก็ มี ความ สบาย ร่าง กาย ก็ ไม่ ปวด ไม่ เมื่อย ไม่ มี อะไร ทั้ง หมด มัน สุข จริง ๆ มี แต่ จิต ใจ ชุ่มชื่น ยุง กิน ลิ้น กัด หรือ เปล่า นี่ ไม่ รู้ กัน ไม่ รู้ ก็ ว่า ยุง มัน กิน หรือ เปล่า แต่ ว่า ส่วน มาก ยุง ไม่ กวน แต่ บาง ท่าน ก็ กวน เหมือน กัน บาง ที นั่ง พอ เลิก แล้ว ตุ่ม เป็น ตุ่ม หมด ทั้ง ตัว ปรากฏ ว่า ยุง กัด แต่ ว่า เวลา ที่ ท่าน หนัก ปฏิบัติ ทรง จิต เป็น สมาธิ ไม่ รู้สึก ว่า ยุง กัด นี่ ความ จริง เรื่อง การ สัมผัส การ อาการ ภาย นอก แต่ ว่า พอ จิต ไม่ รับ ไม่ ยอมรับ สัมผัส จาก ประสาท เริ่ม มี ตั้ง แต่ ตอน สุข แล้ว คำ ว่า สุข นี่ มัน ต้อง ไม่ มี ทุกข์ มัน สุข จริง ๆ หา ตัว ทุกข์ ไม่ ได้ ถ้า เมื่อย มัน ก็ ไม่ สุข ถ้า รู้ ว่า ยุง มา กวน ที่ หู มัน ก็ ไม่ สุข ถ้า รู้ ว่า ยุง กัด แล้ว คัน แล้ว เจ็บ มัน ก็ ไม่ สุข มัน เป็น ทุกข์ นี่ คำ ว่า สุข ตัว นี้ ก็ ตัด อาการ เหล่า นี้ ไป ทั้ง หมด นี่ ความ จริง เรื่อง เสียง ก็ ดี ที่ เรา จะ รำคาญ ภาย นอก ยุง กิน ลิ้น กัด ก็ ดี มัน ตัด เป็น แค่ สุข ยัง ไม่ ถึง ปฐม ฌาน แต่ ว่า อาการ ของ ความ สุข ใน ปฐม ฌาน นี่ มัน ใกล้ เคียง กัน มาก เขา บอก ว่า ห่าง กัน แค่ เส้นผม ผ่า 8 เท่า นั้น นี้ ขอ บรรดา ทุก ท่าน จำ ไว้ ด้วย ถ้า ว่า ใคร เค้า ถาม ก็ ตอบ เขา ตาม นี้ ถาม ว่า ยุง กิน ไหม องค์ บาง องค์ ก็ กิน บาง องค์ ก็ ไม่ กิน ถาม ว่า ทำไม จึง ยุง กิน และ ไม่ กิน กัด และ ไม่ กัด ไม่ เหมือน กัน ยุง กิน ลิ้น กัด บาง องค์ ก็ ถูก กวน บาง องค์ ก็ ไม่ ถูก กวน ก็ ก็ ต้อง ตอบ เขา ว่า ถ้า องค์ ใด หรือ ท่าน ผู้ ใด มี พรหมวิหาร 4 ครบถ้วน มี จิต ทรง พรหมวิหาร 4 เป็น ปกติ ท่าน ผู้ นั้น ยุง ไม่ กิน ลิ้น ไม่ กัด ถ้า บกพร่อง ไป ด้วย พรหมวิหาร 4 มัน กัด แน่ มัน กิน แน่ ตอบ เขา อย่าง นี้ แล้ว ก็ ตอบ ตัว ของ เรา เอง ด้วย นี้ เป็น อาการ ฌาน 4 ตาม ปกติ ฌาน ผู้ ถึง ฌาน แบบ นี้ ถ้า ถึง ฌาน 4 แล้ว ก็ ต้อง พยายาม ทรง ฌาน ทรง สมาธิ จะ เป็น อันดับ ไหน ก็ ตาม ให้ มัน มี การ คล่อง ตัว ที่ เรียก ว่า นวะสี เรา จะ เป็น ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 อะไร ก็ ตาม ให้ มัน คล่อง จริง ๆ นึก ขึ้น มา เวลา จิต เป็น สมาธิ ทันที เดิน ไป เดิน มา เหนื่อย ๆ นั่ง ปุ๊บ จิต จับ พุบ เป็น สมาธิ ทันที ทำ งาน มา เหนื่อย ๆ หาบ น้ำ หาบ ท่า มา อย่าง หนัก ๆ ทำ งาน หนัก วาง ของ ปั๊บ นั่ง พุบ จิต เป็น สมาธิ ทันที ทรง ตัว ได้ ทันที นี้ ต้อง หัด ให้ คล่อง อย่าง นี้ จึง ชื่อ ว่า เป็น ผู้ ได้ ฌาน หรือ ทรง ฌาน ถ้า ทำ กัน ทรง เดช ได้ บ้าง ไม่ ได้ บ้าง แบบ นี้ เขา ไม่ ถือ ว่า ได้ แต่ ก็ ยัง ดี ตาย ก็ เป็น เทวดา ได้ แต่ เป็น พรหม ไม่ ได้ ถ้า จิต เรา สามารถ จะ ทรง ฌาน ได้ ทุก ขณะ จิต แล้ว ก็ เป็น พรหม ได้ แน่ นอน เพราะ อะไร เพราะ ว่า เวลา ที่ ป่วย ไข้ ไม่ สบาย เกิด ทุกขเวทนา มาก แล้ว ก็ จิต จับ เข้า ฌาน ทันที ทุกขเวทนา มัน ก็ กลาย ตัว ดี ไม่ ดี ไม่ รู้สึก ตัว เพราะ จิต กับ ประสาท มัน ไม่ ยอมรับ รู้ ซึ่ง กัน และ กัน มัน แยก จาก กัน เด็ดขาด ตอน นี้ ถ้า หาก ว่า เรา จะ ทรง ฌาน ใน ด้าน พุทธานุสติ กรรมฐาน ให้ เข้า ถึง ฌาน ที่ 8 เรา จะ ทำ ยัง ไง นี่ บรรดา ท่าน ทั้ง หลาย คุณ จะ รับ ทราบ รู้ กัน ไว้ เสีย ด้วย เพื่อ ใคร เขา จะ มา ถาม เรา จะ ได้ อธิบาย ให้ ถูก แต่ ความ สน ใจ แบบ นี้ เรา ไม่ ได้ สน ใจ เพื่อ ไป อวด ชาว บ้าน มัน เป็น การ สร้าง ความ รู้ ความ เข้าใจ ให้ เกิด แก่ ตัว เอง นี้ ถ้า หาก ว่า เรา จะ เจริญ พุทธานุสติ กรรมฐาน ให้ เข้า ถึง ฌาน 8 แบบ ท่าน บอก ไว้ ว่า พุทธานุสติ กรรมฐาน และ อนุสติ ทั้ง หมด เว้น ไว้ แต่ อานาปานุสติ ได้ เข้า ถึง อุปจาร สมาธิ เท่า นั้น ท่าน ว่า ไว้ อย่าง นั้น เรา ก็ ดัดแปลง ให้ มัน เข้า ถึง ฌาน 8 เสีย ให้ หมด มัน จะ เป็น ยัง ไง ไป นี้ ทำ เป็น อย่าง เดียว มัน ก็ ทำ ได้ เข้า ใจ แล้ว มัน ทำ ได้ พระ พุทธเจ้า ไม่ ได้ จำกัด นี้ เรา จะ ได้ ทรง ฌาน 8 ทำ ยัง ไง แทน ที่ เรา จะ ภาวนา เฉย ๆ แล้ว ก็ จับ ภาพ พระ พุทธรูป กำหนด ภาพ ไว้ ลืม ตา ดู ภาพ พระ พุทธรูป องค์ ใด องค์ หนึ่ง ก็ ได้ ที่ เรา ต้องการ เรา มี ความ เลื่อม ใส พอ ใจ อยู่ เวลา จับ ลม หายใจ เข้า ออก หรือ ภาวนา ว่า พุทโธ ก็ นึก เห็น ภาพ องค์ สมเด็จ พระ บรม ครู จะ เป็น พระ พุทธรูป ก็ ได้ ให้ ปรากฏ อยู่ ใน ใจ ไม่ ใช่ ไป นั่ง คอย ให้ ภาพ ลอย มา แบบ นี้ ใช้ ไม่ ได้ ภาวนา ไป แล้ว ก็ นึก เห็น ถึง ภาพ ไป ด้วย จะ ระลึก อยู่ ใน อก ให้ เห็น ใน อก หรือ ภาย นอก ก็ ได้ ไม่ จำกัด นี้ เรา นึก ถึง ภาพ นั้น ตาม ภาพ เดิม อย่าง นี้ เรียก ว่า อุปกห สมาธิ หรือ อุปกห นิมิต ตอน นี้ ถ้า ภาพ เดิน นั้น ขยาย ไป เปลี่ยนแปลง ไป ชัด จะ ใหญ่ ขึ้น จะ สูง ขึ้น จะ เล็ก ลง แล้ว ก็ มี สี สรรพ วรรณะ เลื่อม เปลี่ยนแปลง ไป ที ละ น้อย ละ น้อย จาก สี เดิม กลาย เป็น สี จาง ไป นิด หน่อย แล้ว จาง ลง ไป จาง ลง ไป แต่ เรา รู้สึก อารมณ์ จิต นึก เห็น ชัด ไม่ ใช่ ภาพ ลอย มา อารมณ์ จิต นึก เห็น ชัด จน กระทั่ง ปรากฏ เป็น แก้ว ใส อย่าง นี้ ก็ ชื่อ ว่า เป็น อุปจาร สมาธิ ตอน กลาง ตอน นี้ แก้ว ใส นี่ กลาย เป็น แก้ว ประกาย แพรวพราว ไป หมด ทั้ง องค์ จิต ใจ สามารถ จะ บังคับ ให้ ภาพ นั้น เล็ก ก็ ได้ ใหญ่ ก็ ได้ สูง ก็ ได้ ต่ำ ก็ ได้ ตั้ง อยู่ ข้าง หน้า ก็ ได้ ข้าง หลัง ก็ ได้ ตาม ใจ นึก แล้ว มี ความ ใส สะอาด สุข ใส เป็น กรณี พิเศษ อย่าง นี้ องค์ สมเด็จ พระ บรมโลกเชษฐ์ ท่าน กล่าว ว่า เป็น ปฐมฌาน และ การ จับ ภาพ นี้ ก็ จับ ให้ สนิท ให้ คิด อยู่ เมื่อ ไหร่ ได้ มัน นั้น เดิน ไป บิณฑบาต เดิน ไป ธุระ นั่ง อยู่ เมื่อ ไหร่ นึก เห็น ภาพ อะไร เห็น มัน ทันที นี่ อย่าง นี้ เป็น กสิณ โดย เป็น พุทธานุสติ กรรมฐาน ด้วย ตอน นี้ การ เห็น ภาพ แบบ นั้น ถ้า ปรากฏ ว่า คำ ภาวนา ว่า พุทโธ หาย ไป ภาพ ใส ขึ้น กว่า เดิม อัน นี้ เป็น ฌาน ที่ 2 ถ้า มี จิต ชุ่มชื่น อาการ ของ จิต มัน เหมือน กัน นี้ ภาพ สาย สะอาด ขึ้น มี การ ทรง ตัว มาก ขึ้น มี ความ แจ่มใส มาก ขึ้น ความ ชุ่มชื่น หาย ไป มี อาการ เครียด จิต ทรง ตัว แนบ นิ่ง สนิท แล้ว ก็ ลม หายใจ น้อย ได้ ยิน เสียง ภาย นอก เบา อัน นี้ เป็น ฌาน ที่ 3

[16:34]ก็ ยัง เป็น รูป ฌาน อยู่ ตอน นี้ ถ้า หาก ว่า เรา จะ ทำ เป็น อรูป ฌาน ไป ยัง ไง เรา จะ ทำ ถึง ฌาน ที่ 8 กัน อีก นี่ เป็น วิธี แนะ นำ การ ปฏิบัติ ตาม ผล การ ปฏิบัติ จริง ๆ เป็น ฌาน ที่ 8 จับ ภาพ พระ พุทธเจ้า องค์ นั้น แหละ ที่ เป็น ไป กาย พรึก อยู่ เพียง จับ จุด ให้ จิต จับ ดี เมื่อ จิต ทรง อารมณ์ ดี แล้ว ก็ เพิก ภาพ นั้น ให้ หาย ไป คำ ว่า เพิก เป็น ภาษา โบราณ คือ นึก ว่า ขอ ภาพ นี้ จง หาย ไป จับ อาการ สานัญจายตนะ แทน คือ พิจารณา อากาศ ว่า อากาศ ที่ หา ที่ สุด ไม่ ได้ มัน เวิ้งว้าง กว้าง เปล่า ไม่ มี จุด จบ จับ อากาศ เป็น อารมณ์ อย่าง นี้ เรียก ว่า อากาสานัญจายตนะ จิต ทรง อยู่ ใน ด้าน ของ ฌาน 4 จับ อากาศ ความ หวั่นไหว การ เคลื่อนไหว ของ อากาศ มัน ว่าง มาก โลก นี้ หา อะไร เป็น ที่ สุด ไม่ ได้ หา นิมิต เครื่องหมาย อะไร ไม่ ได้ เลย หา จุด จบ ไม่ ได้ จน จิต กระทั่ง จิต ทรง อารมณ์ ตัว ดี แล้ว อย่าง นี้ จัด เป็น อรูป ฌาน ที่ 1 ถ้า จะ เรียก ว่า ฌาน ก็ เป็น ฌาน ที่ 5 สมาบัติ ที่ 5 โลก ทั้ง โลก ไม่ มี อะไร ทรง ตัว คน เกิด มา แล้ว ก็ ตาย สัตว์ เกิด มา แล้ว ก็ ตาย ต้นไม้ เกิด มา แล้ว ก็ ตาย ภูเขา ไม่ ช้า มัน ก็ พัง บ้าน เรือน โรง ก็ พัง

[20:13]มัน พัง หมด มัน สลาย ตัว หมด ตึก ราม บ้าน ช่อง โอ เขา สร้าง มา อย่าง ดี ๆ ก็ พัง บ้าน เมือง เก่า ๆ ก็ สร้าง แข็งแรง ก็ พัง กำแพง เมือง ใหญ่ ๆ อย่าง กำแพง เมือง จีน กำแพง เมือง ไทย กำแพง เมือง ฝรั่ง เขา สร้าง แข็งแรง มาก ที่ สุด มัน ก็ พัง ภูเขา มัน ก็ มี อาการ ผูก เอา ดิน มา ทำ รูป ร่าง มัน ก็ ผูก ท่วม หาย ไป หมด ไอ้ คน ก็ ดี สัตว์ ก็ ดี ต้นไม้ ก็ ดี เรือน โรง ก็ ดี นี่ มา ถึง ที่ สุด แล้ว ไม่ มี อะไร เหลือ นี้ อกิญจัญญายตนะ นี่ เขา บอก ว่า หา อะไร เหลือ ไม่ ได้ จิต ใจ ว่าง จาก อารมณ์ เลย ไม่ ยึด ถือ อะไร ทั้ง หมด อะไร แล้ว เป็น สาระ สำหรับ เรา ไม่ มี แม้ แต่ ร่าง กาย ของ เรา นี้ ไม่ ช้า มัน ก็ พัง การ ทรง ร่าง กาย อยู่ อย่าง นี้ มัน เป็น ทุกข์ เรา ไม่ ต้องการ มี ร่าง กาย อีก ถ้า อารมณ์ อย่าง นี้ มัน ทรง ได้ ดี แล้ว ก็ ชื่อ ว่า เรา ได้ อกิญจัญญายตนะ เป็น สมาบัติ ที่ 7 นี่ มา สมาบัติ ที่ 8 จับ ภาพ พระ พุทธรูป เป็น อารมณ์ ทรง อารมณ์ แจ่มใส ใน แล้ว ใจ สบาย เป็น อุเบกขา อารมณ์ ว่า ฌาน อรูป ฌาน นี่ ก็ ทรง ฌาน 4 นั่น เอง และ มา จับ เป็น ส่วน อรูป อารมณ์ มัน เท่า กัน มา จับ ใน ว่า สัญญา นา สัญญา ยตนะ ฌาน เรา มี สัญญา ความ รู้สึก ทำ ตน เหมือน คน ไม่ มี สัญญา เห็น ร่าง กาย ไม่ มี สาระ ร่าง กาย ไม่ มี แก่น สาร ร่าง กาย เป็น ปัจจัย ของ ความ ทุกข์ วัตถุ ทั้ง หมด ไม่ มี อะไร เป็น เครื่อง ยึด เหนี่ยว ไม่ มี อะไร เป็น ที่ อาศัย จริง จัง ตาย แล้ว ก็ เอา ไป ไม่ ได้ ตอน นี้ เวลา เรา ร่าง กาย มัน จะ หิว มัน มี อาหาร กิน ก็ กิน ไม่ มี กิน ก็ ทำ สบาย รู้สึก มัน หิว แล้ว ทำ มัน ไม่ หิว มัน หนาว มัน ไม่ มี อะไร ที่ มัน เครื่อง ไป ปก ปิด ก็ นอน ไป เฉย ๆ มัน หนาว ก็ หนาว ไป ทำ เหมือน คน ไม่ หนาว ร้อน ก็ ทำ มัน เฉย ๆ ทำ เหมือน คน ไม่ ร้อน ใคร ก็ ด่า ว่า อะไร ก็ ทำ เหมือน ไม่ มี คน ไม่ สน ใจ กับ อะไร ทั้ง หมด ถึง เรียก ว่า มี สัญญา ก็ เหมือน กับ คน ที่ ไม่ มี สัญญา คือ ความ จำ มัน มี อยู่ แต่ ทำ เหมือน คน ไม่ มี ความ จำ ทำ แบบ นี้ แล้ว จิต เป็น สุข หรือ เป็น ทุกข์ จิต มัน เป็น สุข ถือ ว่า มัน เป็น เรื่อง ธรรมดา หนาว ก็ หนาว ไป ช่าง หัว มัน ไม่ สน ใจ ร้อน ก็ ร้อน ไป อยาก หิว หิว ก็ หิว ไป ไม่ มี จะ กิน ก็ แล้ว ไป มี กิน ก็ กิน ไม่ มี ก็ ไม่ กิน มัน อยาก จะ แก่ ก็ แก่ ไป มัน อยาก จะ ป่วย ก็ ป่วย ไป มัน จะ ตาย เมื่อ ไหร่ ก็ ช่าง หัว มัน ขันธ์ 5 ไม่ มี ไม่ ดี ไม่ มี ประโยชน์ เพราะ เรา มี ขันธ์ 5 คือ มี ร่าง กาย มัน จึง มี ร้อน มี หนาว มี สุข มี ทุกข์ มี หิว มี กระหาย นี้ ขันธ์ 5 มัน ไม่ ดี เรา ไม่ ตั้งใจ จะ ครบ เลย ไม่ ต้องการ จำ อะไร มัน ทั้ง หมด ไม่ สน ใจ อะไร กับ มัน ทั้ง หมด อย่าง นี้ เรียก ว่า เป็น สมาบัติ ที่ 8 อาการ นี่ มัน ใกล้ วิปัสสนา ญาณ เต็ม ที ฉะนั้น องค์ สมเด็จ พระ ชินสีห์ จึง กล่าว ว่า คน ที่ ได้ สมาบัติ 8 แล้ว ถ้า เจริญ วิปัสสนา ญาณ ถ้า โบราณาจารย์ สมัย โบราณ ท่าน บอก เพียง แค่ เคี้ยว หมาก แหลก เดียว ก็ เป็น พระ อรหันต์ ถ้า ว่า เรา ได้ สมาบัติ 8 แบบ นี้ แล้ว ใช้ สมาบัติ 8 เป็น พื้นฐาน พิจารณา วิปัสสนาญาณ ใน ด้าน สังโยชน์ 10 คือ มี สกายทิฏฐิ เป็น ต้น หรือ ว่า พิจารณา อริยสัจ 4 วิปัสสนา ญาณ 9 หรือ พิจารณา ขันธ์ 5 ก็ ตาม พอ เดี๋ยว เดี๋ยว มัน ก็ เป็น พระ โสดา สกิทาคามี อนาคา พอ เข้า ถึง พระ อนาคามี แล้ว ก็ ได้ ปฏิสัมภิทาญาณ มี กำลัง ครอบ งำ วิชชา 3 อภิญญา 6 ทั้ง หมด เรา ได้ ไป หมด เลย ไม่ ต้อง ไป ฝึก กัน สมัย เป็น ฌาน โลกี อะไร ก็ ตาม ที่ พระ วิชา 3 ทำ ได้ เรา ก็ ทำ ได้ พระ อภิญญา 6 ทำ ได้ เรา ก็ ทำ ได้ การ รู้ ภาษา คน รู้ ภาษา สัตว์ ไม่ ต้อง เรียน รู้ หมด เข้า ใจ หมด ทุก อย่าง แล้ว ก็ มี ความ ฉลาด ใน การ ย่อ ข้อ ความ ที่ ยื่น เยอะ ข้อ ความ ที่ ยาว เรา ย่อ ให้ สั้น แบบ ได้ ความ เขา มา พูด บาน สั้น ๆ แล้ว ขยาย ออก ไป ให้ ยาว ให้ ได้ ความ ชัด เรา ทำ ได้ แบบ อย่าง ดี อย่าง นี้ เรียก ว่า ปฏิสัมภิทาญาณ บรรดา ท่าน ทุก ท่าน วัน นี้ เรา พูด ถึง พุทธานุสติ กรรมฐาน มา จุด นี้ ถึง สมาบัติ 8 ท่าน ทั้ง หลาย ไม่ เคย ฟัง มา ก่อน ความ จริง ความ รู้ นี้ องค์ สมเด็จ พระ บรม ครู ก็ ทรง แนะ นำ ไว้ แต่ ว่า ไม่ มี ใคร นำ มา สอน กัน นี้ ผม รู้ ขึ้น มา ได้ กับ พระ อาจารย์ รุ่น ก่อน ๆ ท่าน มี ความ ฉลาด สามารถ ดัดแปลง คำ สอน ของ องค์ สมเด็จ พระ บรมโลกนาถ ไม่ ใช่ ดัดแปลง เอา มา รวม กัน เอา อนุสติ คือ พุทธานุสติ อานาปานุสติ กสิณ เข้า มา รวม กัน ทั้ง หมด เป็น จุด เดียว กัน นั้น ได้ ถึง ฌาน ที่ 4 แล้ว ก็ จัด เอา ภาพ พระ พุทธรูป เป็น กสิณ ยืน โรง แล้ว ก็ เพิก จับ อรูป ฌาน นี่ ความ ฉลาด ของ การ เจริญ พระ กรรมฐาน มี คุณ แบบ นี้ เรา สำหรับ วัน นี้ การ พูด ก็ ขอ ยุติ ไว้ แต่ เพียง เท่า นี้ ต่อ จาก นี้ ไป ขอ ให้ ทุก ท่าน ตั้ง กาย ให้ ตรง ดำรง จิต ให้ มั่น กำหนด รู้ ลม หายใจ เข้า ออก ใช้ คำ ภาวนา แล้ว พิจารณา ตาม อัธยาศัย ซึ่ง กว่า จะ ได้ ยิน สัญญาณ บอก หมด เวลา

Need another transcript?

Paste any YouTube URL to get a clean transcript in seconds.

Get a Transcript